ทั้งตัวตนที่เป็นรูปกายและตัวตนที่เป็นนามกายมันไม่ใช่เรา การเจริญสติปัฏฐานเพื่อให้เห็นรูปธรรมและนามธรรมเป็นไตรลักษณ์ จึงละอุปาทาน 4

ความคิดเห็น

  1. เราของแต่ละคนไม่ตรงกัน

    เราของคนทั่วไปเป็นบุคคลในความคิด ปรุงแต่งเราจากรูปกาย ปรุงแต่งจากนามกาย เกิดความยึดมั่นเป็นเรา เป็นผู้คิด ผู้พูด ผู้กระทำ

    เราของคนภาวนาเป็นผู้เห็นความโลภ เห็นความโกรธ บางคนเห็นโมหะ มันปรากฏในใจด้วยเพราะมีเราเป็นตัวตน จนไปพบว่าตัวตนนี้ไม่ใช่เรา

    เราของผู้ละสักกายทิฏฐิได้จะมีดวงตาเห็นธรรม เห็นว่ารูปกายและนามกายไม่ใช่เรา โดยมีเราคือ "ตถาคต" ซึ่งแยกขาดจากเราในความคิด

    เราเป็นผู้รู้ตัวในปัจจุบัน ไม่ใช่ตัวตนเที่ยงแท้คงอยู่เมื่อตาย(อย่างที่หมอสันต์เชื่อ) คนที่ได้เจโตวิมุตติจะพบนิจจัง อทุกขัง และอัตตา พาให้สอนผิด

    เราที่หมายถึง "ตถาคต" ไม่ใช่รูป ไม่ใช่นาม ไม่ใช่ความคิด แต่บางคนเห็นว่าเที่ยง เพราะได้เพียงเจโตวิมมุตติ ยังไม่พ้นจากสัญญา ยังไม่พ้นจากสังขาร

    เราเที่ยง(นามธรรมอมตะ)เพราะเจโตวิมุตติเกิดกับจิตสืบเนื่อง(สันตติหลอก) ส่วนปัญญาวิมุตติรู้ว่าเราไม่เที่ยง(นามธรรมอมตะไม่มี) เพราะเห็นกระบวนการปฏิจจสมุปบาท(ไม่ใช่คิดด้วยสมอง)

    ตอบลบ
  2. คนสมัยนี้"ไม่มีเรา"แต่ปาก - อาศัยการฟังการอ่านมาแล้ว"จำมาพูด" พออธิบายกลับไม่ละ"สักกายทิฏฐิ" ไม่รู้จัก"นามกาย"ที่อาศัยสฬายตนะร่วมกับ"รูปกาย" เพราะไม่ได้"วิปัสสนาญาณ"ของจริง ไล่ย้อน"ตัวตนนามธรรม"ภายในกลับไปด้วยปฏิจจสมุปบาทไม่ถูก ไล่ย้อน"ตัวตนรูปธรรม"ภายนอกกลับไปอิทัปปัจจยตาไม่ตรง ไม่หยั่งรู้ถึง"สัญญา"และ"สังขาร"อันสืบเนื่องมาโดยสายเลือด ทั่งรูปธรรมและนามธรรมที่ประกอบเป็นตัวตน จนเชื่อว่าเป็นเราทั้งๆที่มัน"ไม่ใช่เรา" เมื่อรู้แจ้งถึงที่สุดจึงเห็นว่ามัน"ไม่มีเรา"จริงๆอย่างไร

    ตอบลบ
  3. การสอนให้หยุดคิด ดับความคิด หยุดปรุงแต่ง ดับสังขารผิด
    เพราะมีเหตุ มีปัจจัย จึงมีตัวตนในความคิด จึงมีสังขารปรุงแต่ง
    การไม่รู้เหตุ ไม่รู้ผล ไม่รู้กรรม ไม่รู้วิบาก ทำให้คิดผิด พูดผิด ทำผิด
    เพราะมิจฉาทิฏฐิ จึงตีความคำสอนพระพุทธเจ้าผิด ปฏิบัติผิด

    ตอบลบ
  4. บัวในตมแม้ฟังจากปากพระพุทธเจ้าก็ไม่เชื่อ ไม่อาจเข้าใจได้

    ตอบลบ

  5. ก่อนที่เราจะมาเห็นว่าจิตไม่ใช่เรา หรือวิญญาณไม่ใช่เรา มาดูเวทนาก่อน เวทนาทางใจ เกิดตลอดเวลา มีจิตเมื่อไหร่ต้องมีเวทนา เกิดด้วยกันทุกที ต้องมีเวทนาอันใดอันหนึ่ง เวทนาทางใจมันก็มี 3 แบบ มีความรู้สึกเป็นสุข ความรู้สึกเป็นทุกข์ ความรู้สึกเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ ฉะนั้นเราจะหัดดูจิตดูใจ เบื้องต้นง่ายที่สุด ดู 3 ตัวนี้ล่ะ ขณะนี้ใจเราเป็นสุข รู้ทัน ขณะนี้ใจเราเป็นทุกข์ รู้ทัน ขณะนี้มันไม่สุขมันไม่ทุกข์ รู้ทัน หัดรู้มันไปเรื่อยๆ มันจะไปยากอะไร ตอนนี้จิตใจนี้มันสุขหรือมันทุกข์ รู้ไหม ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย เหมือนเมื่อวานสอนเรื่องร่างกาย รู้ร่างกายมันยากนักหรือ ร่างกายหายใจออก รู้ได้ไหม ร่างกายหายใจเข้า รู้ได้ไหม ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน รู้ได้ไหม ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย เวทนาในใจก็ไม่ใช่เรื่องยาก ขณะนี้สุขหรือทุกข์ รู้ไหม หรือว่าเฉยๆ มี 3 อันเท่านั้นเอง

    หัดรู้ไปเรื่อยๆ รู้ไปๆ เราก็จะเริ่มเห็นเวทนามันเกิดจากอะไร มีผัสสะแล้วเวทนามันก็เกิดขึ้น พอใจมันกระทบอารมณ์ มันก็เกิดเวทนาในใจของเราขึ้นมา อย่างใจเราไปคิดในอารมณ์บัญญัติ ใจเราไปคิดถึงสาวงามสักคนหนึ่ง เกิดความสุข นึกถึงหน้าเขา แหม มันมีความสุขขึ้นมา หรืออยู่ๆ มีหน้าของคนที่เราเกลียด ความทุกข์มันก็เกิด ค่อยๆ สังเกตไป ดูไปเรื่อยๆ ความสุขเกิดขึ้นก็รู้ มันเกิดจากผัสสะนั่นล่ะ มีผัสสะถึงจะมีเวทนา มีตัณหา มีอุปาทาน มีภพ มีชาติ มีทุกข์ได้ เริ่มมาจากการกระทบอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ กระทบแล้วใจมันก็กระเทือนขึ้นมา เป็นความสุขบ้าง เป็นความทุกข์บ้าง คอยรู้ไปเรื่อยๆ สุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ เฉยๆ ก็รู้

    เดี๋ยวเราก็เห็นความสุขก็ไม่เที่ยง ความทุกข์ก็ไม่เที่ยง ความเฉยๆ ก็ไม่เที่ยง ความสุขก็บังคับมันไม่ได้ มันเป็นอนัตตา สั่งให้สุขก็ไม่ได้ ความทุกข์ก็เป็นอนัตตา ห้ามทุกข์ก็ไม่ได้ สั่งใจว่าจงเฉยๆ ตลอด ก็เฉยไม่ได้ เราก็จะเห็นว่าเราบังคับเวทนาไม่ได้จริงหรอก ฉะนั้นเวทนาเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์

    หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    วัดสวนสันติธรรม
    6 กุมภาพันธ์ 2565

    ตอบลบ
  6. สิ่งที่เรียกว่าสภาวธรรม มี 4 อย่าง มีจิต เจตสิก รูป แล้วก็นิพพาน ทำไมเริ่มจากจิตก่อน เพราะในสภาวธรรมทั้งหลาย จิตเป็นใหญ่ จิตเป็นประธานในธรรมทั้งปวง ฉะนั้นเราเรียนรู้จิตของเราให้ดี เราจะได้ทั้งสติ ได้ทั้งสมาธิ พอมีสติ มีสมาธิแล้ว ไม่ต้องห่วงเรื่องปัญญา แค่มีสติที่ถูกต้อง มีสมาธิที่ถูกต้องบ่อยๆ เดี๋ยวปัญญามันก็เกิด ปัญญามีสัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิด ส่วนตัวสตินั้นมีการจำสภาวะได้แม่นเป็นเหตุใกล้ให้เกิด เราหัดดูสภาวะบ่อยๆ สภาวะอันแรกคือจิตนั่นเอง จิตมันไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวโดดๆ เวลาที่จิตที่เกิดขึ้นทุกครั้งจะมีเจตสิกจำนวนมากเกิดร่วมกับจิต

    เราจะรู้จิต เห็นจิตเกิดดับได้ เราอาศัยเจตสิกมาเป็นตัวช่วย เราจะเห็นว่าจิตโกรธเกิดขึ้นแล้วก็ดับ จิตโลภเกิดแล้วก็ดับ จิตหลงเกิดแล้วก็ดับ จิตฟุ้งซ่านเกิดแล้วดับ จิตหดหู่เกิดแล้วดับ จิตสุขเกิดแล้วดับ จิตทุกข์เกิดแล้วดับ จิตเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ เกิดแล้วดับ อาศัยเจตสิก ตัวเวทนาบ้าง ตัวสังขารบ้าง เวทนาคือตัวสุข ทุกข์ เฉยๆ ตัวสังขารก็คือกุศล อกุศลทั้งหลาย เวลาเจตสิกมันเป็นอกุศล จิตดวงนั้นก็เลยกลายเป็นจิตอกุศล จิตซึ่งโดยตัวของมันเองไม่เป็นกุศลหรืออกุศล แต่พอเจตสิกที่เป็นอกุศลเข้ามาย้อม มันเกิดขึ้นมาพร้อมกับจิตที่เป็นอกุศล มันเกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน มีอารมณ์อันเดียวกัน เป็นลักษณะที่เราจะเรียนเห็นมัน อย่างความโกรธกับจิตที่โกรธเกิดพร้อมกันแล้วก็ดับพร้อมกัน ความโลภกับจิตที่โลภเกิดพร้อมกันแล้วก็ดับพร้อมกัน

    ตัวโลภ ตัวโกรธ ตัวหลง ตัวสุข ตัวทุกข์อะไรนี่ มันมีร่องรอย มีการกระทำ มีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน อย่างความโลภกับความไม่โลภ มันมีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกัน ความโกรธกับความไม่โกรธอย่างนี้มีลักษณะที่แตกต่างกัน จิตที่เกิดร่วมกับเจตสิกทั้งหลาย เราก็เลยสามารถเห็นได้ว่าจิตดวงที่เกิดร่วมกับความโกรธมันอยู่ชั่วคราวแล้วมันก็ดับ จิตที่เกิดร่วมกับความไม่โกรธ อยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับ ในที่สุดเราก็จะเห็นซ้ำๆๆ ไปเรื่อย เราก็จะเห็นจิตทุกดวงเกิดแล้วดับ อย่างนี้เราจะเห็นจิตมันเกิดดับได้

    เจตสิกมี 3 อย่าง มีเวทนา สัญญา สังขาร ฉะนั้นมันจะดีหรือมันจะชั่ว ไม่ใช่ที่ตัวมันเอง ตัวจิตมันไม่ดีไม่ชั่ว ความโกรธมาเกิดร่วมกับจิตดวงนี้ เราก็เลยรู้สึกจิตโกรธ ที่จริงจิตไม่เคยโกรธหรอก ที่โกรธไม่ใช่จิต อย่างเวลาเราภาวนา เราเห็นจิตมันโกรธๆ อันนี้เรายังแยกขันธ์ไม่เก่ง ถ้าเราแยกขันธ์เก่ง เราจะเห็นเลย จิตเป็นคนรู้ว่าโกรธ ความโกรธเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ไม่ใช่จิต มันเป็นเจตสิกชนิดสังขาร สังขารขันธ์ จิตมันโลภ เรารู้สึกจิตมันโลภ แต่ถ้าจิตเราภาวนาเก่งๆ จิตมันตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู มันจะเห็นว่าความโลภไม่ใช่จิตหรอก เป็นสิ่งที่แทรกเข้ามาในจิต เรียกว่าเป็นเจตสิก เวลามันฟุ้งซ่าน จิตไม่ได้ฟุ้งซ่าน จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เป็นกลางๆ ที่มันฟุ้งซ่านได้ เพราะมีเจตสิก คือความฟุ้งซ่านมาเกิดร่วมกับจิต จิตมันจะผันแปรไปต่างๆ นานาเพราะสิ่งที่มาเกิดร่วมกับมัน

    จิตผู้รู้ จิตไม่ใช่ผู้สุข ผู้ทุกข์ ผู้ดี ผู้ร้ายอะไรหรอก มันสุข ทุกข์ ดี ชั่วอะไรนั่น มันเกิดจากเจตสิกที่แทรกเข้ามาเกิดร่วมกับจิต 

    หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    วัดสวนสันติธรรม

    ตอบลบ
  7. การพัฒนาจิตใจเริ่มต้นตั้งแต่ความรู้สึกตัว ต้องรู้สึกตัวให้ได้ก่อน เราลืมเนื้อลืมตัวใจลอย หรือไปเคร่งเครียดบังคับตัวเองมากเกินไป บังคับกายบังคับใจ มันไม่ใช่การรู้สึกตัว คำว่า “รู้สึกตัว” มันดี ภาษาไทยไม่ต้องแปล รู้สึกตัวได้ ก็ค่อยดูไป กายส่วนกาย เวทนาส่วนเวทนา จิตส่วนจิต ขั้นสุดท้ายก็จะเห็นสภาวะทั้งหลายเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป

    พอเราเห็นซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งจิตก็จะรู้ขึ้นมา ตัวเราไม่มี ถ้าตัวเราไม่มี ก็ไม่มีที่รองรับความทุกข์อีกต่อไป เพราะสิ่งที่รองรับความทุกข์ไว้คือตัวขันธ์ 5 นั้น ย่อๆ ลงมาก็คือรูป นาม กาย ใจของเรา สังเกตดูความทุกข์ไม่อยู่ที่กายก็อยู่ที่ใจ ถ้ามันเห็นความจริง กายก็ไม่ใช่เรา ใจมันก็ไม่ใช่เรา ความทุกข์มันก็ไม่มีที่ตั้ง สุดท้ายภาวนาแล้วก็จะเข้าถึงสุญญตา คือเห็นมันว่าง ร่างกายนี้ก็ว่าง โลกข้างนอกก็ว่าง จิตก็ว่างเสมอกันหมด มันก็เข้าถึงความสงบสุข ยิ่งเราปล่อยวางความยึดถือในตัวในตนได้ ก็ยิ่งสบายยิ่งเบา

    เมื่อก่อนภาวนายังไม่เป็น หลวงพ่อเคยบวช เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปัญญา วัดชลประทานฯ ไปบวชที่วัดชลประทานฯ ที่นั่นมีข้อดีมากๆ อย่างหนึ่ง สวดมนต์แปล ทำวัตรสวดมนต์ มีบทแปล ก็พูดเรื่องขันธ์ 5 ในบทสวดมนต์ ว่ามีขันธ์ 5 แล้วขันธ์ 5 เป็นภาระ คนทั้งหลายแบกภาระอยู่ก็ไม่พ้นทุกข์หรอก ถ้าวางภาระลงแล้วก็พ้นทุกข์ ขันธ์ 5 เป็นตัวภาระ

    หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    วัดสวนสันติธรรม

    ตอบลบ
  8. ถึงคุณพศิน

    คหสต. ตีแสกหน้าอุปมาเหมือนการก่อคดีเพื่อลงบันทึกประจำวัน วันข้างหน้าคนอื่นๆจะได้รู้ว่าในอดีตมีข้อพิพาทอย่างนี้จริง ทั้งสองฝ่ายกระทำอะไรไว้มีวันเวลาระบุชัดเจน

    ไม่ได้สนใจว่าคู่กรณีต้องการดื่มน้ำบริสุทธิ์เพราะเขาชอบน้ำหวาน

    ตอบลบ
  9. ไม่ระบุชื่อ29/10/65

    ยึดมั่นถือมั่นว่ามีเรา
    เราจึงมีตัวตนในความคิด

    ตอบลบ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม