น้อมกราบหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

ความคิดเห็น

  1. ช่วงที่หลวงพ่อสอนใหม่ๆ หลวงพ่อสอนกรรมฐานอย่างนี้ มีครูบาอาจารย์บางองค์ท่านก็เตือนนิดหนึ่ง ท่านบอก “เอ๊ย ปราโมทย์สอนยากไป ฆราวาสมันทำไม่ได้หรอก ฆราวาสสอนมันทำทาน ถือศีล แค่นี้พอแล้ว มันได้แค่นี้ล่ะ” หลวงพ่อก็บอกท่าน “ครับๆๆ” แต่หลวงพ่อก็ยังสอนอย่างเดิม ทำไมไม่เชื่อท่าน ก็หลวงพ่อภาวนาตั้งแต่เป็นฆราวาส ทำไมเราภาวนาได้ พวกเราไม่ได้โง่กว่าหลวงพ่อ แค่ขี้เกียจมากกว่าหลวงพ่อเท่านั้นล่ะ ไม่โง่หรอกแต่ละคน

    ฆราวาสก็ภาวนาได้ ในพระไตรปิฎกท่านก็มีเยอะแยะ เป็นพระโสดาบัน สกทาคามี มีตั้งเยอะตั้งแยะ ตอนอนาถบิณฑิกะใกล้จะตาย พระสารีบุตรไปเทศน์ให้ฟัง เทศน์เรื่องขันธ์ 5 ให้ฟัง เทศน์เรื่องที่หลวงพ่อเทศน์ให้พวกเราฟัง ตั้งแต่ยังไม่ตายนี่ล่ะ อนาถบิณฑิกะร้องไห้เลย แล้วบอกพระสารีบุตรว่า “ทำไมผมไม่เคยได้ฟังธรรมะอย่างนี้มาก่อน” ที่จริงแกอยู่กับพระพุทธเจ้าด้วยซ้ำไป แต่ไม่ได้สนใจที่จะฟังธรรมะ สนใจแต่จะทำบุญ ฉะนั้นก็เลยไม่ได้ยิน เรื่องขันธ์ 5 เรื่องอะไรอย่างนี้ ไม่เคยได้ยิน

    พอพระสารีบุตรมาเทศน์ให้ฟัง ร้องไห้เลยบอกว่า “ต่อไปก็ขออาราธนา ขอให้พระช่วยสอนธรรมะภาคปฏิบัติอย่างนี้ให้ฆราวาสด้วย ฆราวาสที่อินทรีย์แก่กล้าก็ยังมีอยู่ ถ้าเขาไม่ได้ฟังแล้วเขาเสียโอกาส เหมือนตัวท่านที่เสียโอกาส” ได้แค่โสดาบัน แทนที่จะได้มากกว่านั้น ฉะนั้นที่หลวงพ่อสอนนี้ ไม่ใช่ว่าฆราวาสไม่ควรฟัง ฆราวาสทำไม่ได้ ไม่ใช่ มันอยู่ที่ฟังแล้วไม่ทำต่างหาก ถ้าทำก็ได้ผลหรอก ไม่ใช่ไม่ได้ผล ไปตั้งใจทำเข้านะ อย่าขี้เกียจ

    หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    วัดสวนสันติธรรม
    1 ตุลาคม 2565

    ตอบลบ
  2. ร่างกายมีแต่ภาระ

    ตอนนั้นยังภาวนาไม่เป็น เราไม่เห็นว่าขันธ์ 5 มันเป็นภาระอย่างไร เห็นแต่ร่างกายเป็นภาระอยู่ ตื่นนอนขึ้นมาก็ต้องไปขับถ่าย ไปอาบน้ำ ไปแปรงฟัน ไปกินข้าว ไปแต่งเนื้อแต่งตัว ก็เดินทางไปทำงาน ถ้าไม่มีร่างกาย ไปด้วยจิต ไม่ต้องไปรอรถเมล์ นี่มันมีร่างกาย มันมีภาระเยอะมากเลย เราดูลงในกายจะเห็นกายนี้เต็มไปด้วยภาระตั้งแต่หัวถึงเท้า แค่ผมอันเดียวก็มีภาระมากมาย ต้องสระผม ต้องตัดผม ต้องสระผม ซอยผม บางคนก็ย้อมผม บางคนไปโกรกสี แค่เรื่องผมอันเดียวมีกิจกรรมที่ทำเยอะแยะไปหมดเลย ไม่มีผมก็ไปปลูกผม กิจกรรมมากมายเป็นภาระ ต้องหาแชมพู หาครีมนวด หาเจลมาใส่ ทำทรงนั้นทรงนี้

    แค่เรื่องผมอันเดียวก็กินเวลาของเราไปตั้งเยอะแล้ว เบื่อที่สุดเลยตอนตัดผม ตอนเป็นโยม เวลาที่เบื่อที่สุดเลย ตัดผม ต้องไปนั่งรอคิวตัด คนหนึ่งก็เกือบชั่วโมง รู้สึกเบื่อหน่าย วันหนึ่งก็เดินไปเห็น ตอนนั้นอยู่คอนโดที่เมืองนนท์ ใต้คอนโดมันมีร้านตัดผมผู้หญิง ของผู้หญิง รู้สึกว่างดีเลยเดินเข้าไปถาม ตัดผมให้หน่อยได้ไหม เขาบอกไม่ได้ ไม่เคยตัดผู้ชาย บอกไม่เคยก็หัดเสีย ตัดเลย บอกเดี๋ยวมันทรงอะไรก็ไม่รู้ ก็ เออ ตัดให้มันสั้นๆ ทรงอะไรก็ช่างมันเถอะ อุ๊ย ตั้งแต่นั้นดีใจมาก ได้ที่ตัดผมไม่ต้องรอคิวแล้ว ไม่ได้สนใจว่ามันจะต้องสวยงามอะไร บอกถ้ามันจะแหว่งก็ให้มันแหว่ง ไม่ว่าหรอก ทำไปเถอะ

    แค่มีผมก็ภาระเยอะแล้ว ขน เล็บ ฟัน หนัง อะไรต่ออะไรนี่ยุ่งยาก ก็ต้องโกนหนวดโกนเคราทุกวัน ปล่อยไว้รุงรังก็ดูน่าเกลียดอะไรอย่างนี้ เล็บมือก็ต้องตัดทุกอาทิตย์ เล็บเท้า 2 อาทิตย์ตัดทีหนึ่ง อันนี้สำหรับคนง่ายๆ ถ้าคนยากๆ ก็ต้องแต่งเล็บอีก บางทีก็ทำเล็บหลายๆ สี ในนี้มีหลวงพ่อเคยเห็น นั่งอยู่ในนี้ล่ะ เล็บมีตั้งหลายสี แต่ละนิ้วสีไม่เหมือนกัน บางคนเล็บมือต้องติดเพชรติดพลอยอะไรเข้าไปด้วยเพื่อความงาม

    ฟัน เรื่องฟันก็เรื่องใหญ่รู้สึกไหม แปรงฟัน มันเรื่องธรรมดาต้องทำทุกวันอยู่แล้วล่ะ ถึงเวลาต้องไปขูดหินปูน เจ็บไหม เจ็บ ไปอุดฟัน ไปรักษารากฟัน ไปถอนฟัน มีอะไรเยอะแยะเลย แถมมีจัดฟัน ฟันไม่สวย ต้องจัดฟัน บางคนก็ติดเพชรวูบวาบๆ อยู่ที่ฟัน คนสมัยโบราณเขามีฟันทอง ใส่ฟันทอง เวลาโจรปล้น มันจับอ้าปากเอาคีมดึงฟันออกไปเลย มีฟันปลอม มีฟันทองก็ทุกข์เพราะฟันทอง เดี๋ยวนี้เขารู้ว่าเพชรเก๊ เขาก็ไม่มาถอนฟันออกไป

    ดูในร่างกายแต่ละส่วนๆ มันเต็มไปด้วยภาระทั้งนั้นเลย จนถึงเล็บเท้า สกปรก ขี้ฝุ่นมาเกาะอะไรอย่างนี้ มาคอยขูดคอยแคะ คอยล้าง บางทีก็ต้องไปให้เขานวดเท้า แช่น้ำร้อน นวดเท้า ตั้งแต่หัวถึงเท้าเรามีกิจกรรมมากมาย กิจกรรมที่น่าเบื่อ ต้องขับถ่าย เดี๋ยวก็อึ เดี๋ยวก็ฉี่ ต้องขับถ่ายวันหนึ่งหลายหน ไม่ขับถ่ายขึ้นมาหลายวันก็อยู่ไม่ไหวอีกแล้ว ทุกข์ทรมานอีก

    นี่ล่ะร่างกายที่ว่าดีที่ว่าวิเศษนักหนา จริงๆ มันเป็นอย่างนี้ล่ะ คือมันเป็นภาระ แถมเราหวงแหน รักใคร่หวงแหนมันมาก บำรุง รักษาอย่างดี สุดท้ายมันก็เลี้ยงไม่เชื่อง ทรยศเรา ดูแลอย่างดี เดี๋ยวก็แก่ หนังเหี่ยว ฟันโยก ฟันคลอน เดี๋ยวก็เจ็บป่วย สุดท้ายก็ตาย รักษาดีแค่ไหนสุดท้ายก็ตาย ถ้าเราพิจารณาลงไป ร่างกายมันเป็นภาระมากมายเหลือเกิน ตัวรูปไม่ใช่ของดี ไม่ใช่ของวิเศษหรอก ต้องกินข้าว อยู่ๆ มีข้าวให้กินไหม ก็ไม่มีอีก ต้องทำมาหากิน ทำงาน ภาระเยอะแยะ

    ตอนนั้นหลวงพ่อยังไม่บวช หลวงพ่อมองลงในกาย น่าเบื่อเหลือเกิน มีภาระมากมาย เสร็จแล้วจิตมันก็ค่อยฉลาดขึ้น มันก็เห็น เอ๊ะ ภาระในร่างกาย ใครเป็นคนรับภาระนั้น ร่างกายเป็นคนรับภาระ จิตเสร่อเข้าไปแทรกแซงเอง ใครเป็นคนพาร่างกายไปตัดผม ก็ร่างกายมันก็เดินไปเอง เราไม่ได้เอาจิตไปบังคับให้มันเดิน ไม่ได้ใช้พลังจิตยกร่างกายไปเสียที่ไหน ร่างกายเวลามันไม่สบาย มันเจ็บมันป่วย ใครมันเจ็บใครมันป่วย ร่างกายมันเจ็บมันป่วย แต่จิตเข้าไปแทรกแซงอีกแล้ว เข้าไปยุ่งวุ่นวายอีกแล้ว หรืออย่างเรื่องต้องทำมาหากิน เหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน ทำมาหากินเพื่อจะได้มีเงินมาซื้อข้าวกิน มีเงินมาซื้อเสื้อผ้าใส่ ใครเป็นคนไปทำมาหากิน ก็ร่างกายอีกล่ะเป็นคนทำมาหากิน

    ค่อยภาวนา ค่อยๆ ดูๆ ไป ทีแรกก็เบื่อๆ ร่างกาย เกลียดมันเลยล่ะ ดูไปดูมา ภาระทั้งหลาย ร่างกายมันก็เป็นคนรับภาระ แต่จิตต่างหากล่ะเข้าไปยินดีเข้าไปยินร้ายกับมัน เพราะความโง่ของจิตเราเอง เราก็ไปเบื่อ ร่างกายเบื่อไหม ร่างกายไม่เห็นเบื่อเลย จิตเป็นคนเบื่อ ดูไปๆ หูย ตัวหัวโจกที่นำความทุกข์มาให้

    ตัวขันธ์ ตัวกาย มันก็ทุกข์ของมันโดยธรรมชาติของมัน มันก็ดิ้นรนต่อสู้เอาชีวิตรอดของมัน แต่จิตมันเข้าไปแทรกแซง เข้าไปยึดเข้าไปถือว่านี่คือตัวเรานี่ของเรา แล้วก็มีความคิดมีความเห็นมากมาย น่าจะอย่างนั้น ควรจะอย่างนี้ ไม่ควรอย่างนั้น มากมายก่ายกอง วุ่นวาย มันวุ่นวายขึ้นมาก็เพราะจิตมันเข้าไปยึดไปถือ ลำพังร่างกายมันก็ทุกข์ของมัน ไม่เกี่ยวอะไรกับเราหรอก แต่พอจิตเข้าไปยึดไปถือ คราวนี้จิตก็พลอยทุกข์ไปด้วย

    ตอบลบ
  3. เบื้องต้นล้างความเห็นผิดว่ากายคือตัวเรา ของเรา

    เราค่อยภาวนาเป็นลำดับๆ ไป ทีแรกเราก็เห็นร่างกายมีแต่ภาระ ต่อไปเราก็เห็น กายมีภาระก็จริงแต่มันไม่ได้ทำให้จิตเราเป็นทุกข์ จิตเราเป็นทุกข์เพราะมันเข้าไปยึดถือกายเอง ทำไมมันยึดถือกาย เพราะมันไม่เห็นความจริงของร่างกาย ถ้ามันเห็นความจริงของร่างกาย มันจะไม่ยึดถือหรอก ค่อยๆ ภาวนาไปทุกวันๆ รู้เนื้อรู้ตัวไว้ เห็นกายมันทำงาน เห็นจิตมันทำงาน ดูไปเรื่อยๆ มีสติระลึกรู้สภาวธรรมที่กำลังปรากฏไปด้วยจิตที่ตั้งมั่น ด้วยจิตที่เป็นกลาง แล้วเราก็จะเห็นความจริงเป็นลำดับไป

    ทีแรกหัดใหม่ๆ เราก็เห็นแค่ว่ากายกับจิตมันคนละอันกันๆ แต่ว่ามันยังเข้าไปผูกพัน ไปยึดถือ ไปเห็นว่าเป็นตัวเรา สำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวเราอยู่ ค่อยภาวนาเรื่อยๆ ก็ถอดถอนความเห็นผิด เบื้องต้นมันก็ล้างความเห็นผิดว่ากายคือตัวเรา กายคือของเรา อย่างพอจิตเราตั้งมั่นขึ้นมาจริงๆ จิตเป็นผู้รู้ผู้ดูจริงๆ เห็นร่างกายมันเคลื่อนไหว เราจะรู้เลยว่ามันเหมือนเครื่องจักรตัวหนึ่ง เหมือนหุ่นยนต์ตัวหนึ่งเท่านั้น เคลื่อนไหวทำงานไปตามที่จิตเป็นคนสั่ง จิตมีโปรแกรมสั่งมันให้ทำงาน หุ่นตัวนี้มันทำงานไปตามที่จิตสั่ง

    ทำงานไปช่วงหนึ่งมันก็เริ่มสึกหรอ คราวนี้จิตก็สั่ง เครื่องยนต์อันนี้มันก็ไม่ทำงานแล้ว ร่างกายนี้ทำงานไม่ได้ คล้ายๆ คอมพิวเตอร์ คล้ายๆ โทรศัพท์มือถืออะไรอย่างนี้ มันมีซอฟต์แวร์ มีทั้งซอฟต์แวร์ทั้งฮาร์ดแวร์ เป็นตัวบงการ ตัวซอฟท์แวร์สั่ง สั่งทีแรกฮาร์ดแวร์มันยังรับได้ มันก็ทำงาน ต่อมามันเสื่อม มันก็ไม่รับคำสั่งอีกต่อไป อย่างเราสั่งให้เดิน ร่างกายมันชำรุดลงไป มันก็เดินไม่ได้ ค่อยรู้ค่อยดูลงไป จะเห็นร่างกายไม่ใช่ตัวเราที่แท้จริง มันเหมือนหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง เป็นของถูกรู้ เป็นของถูกดู

    เฝ้าดู ในที่สุดเราก็ถอดถอนความเห็นผิดว่าร่างกายคือตัวเรา แต่มันจะรู้สึกลดระดับลงมา ร่างกายเป็นของเรา ไม่ใช่ตัวเราแล้ว แต่ยังเป็นของเราอยู่ ร่างกายของเรา เห็นอยู่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวเรา ถ้าจิตมันตั้งมั่นขึ้นมา ก็จะเห็นกายมันถูกรู้ ไม่ใช่ตัวเราหรอก แต่มันกายของเรา มันยังยึดอยู่ ยังยึดถืออยู่ มีความเห็นถูกเกิดขึ้นแล้ว กายไม่ใช่เรา แต่ความยึดถือยังมีอยู่

    มันมีศัพท์อยู่ 2 คำ เรื่องของกิเลส ตัวหนึ่งเรียกว่าทิฏฐิ ทิฏฐิคือความเห็นผิด อีกอันหนึ่งคืออุปาทาน ความยึดถือ 2 อันนี้คนละอัน เบื้องต้นเราหัดภาวนา เราก็ละความเห็นผิดในขันธ์ 5 เริ่มต้นคือดูที่กายนี่ล่ะง่ายๆ เห็นกายมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวเราหรอก มันเป็นของถูกรู้ถูกดู ดูเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คือจิต มันก็ไม่ใช่เรา ถ้าเห็นมันไม่ใช่เราอย่างแท้จริง ก็ล้างความเห็นผิดว่ามันเป็นตัวเรา

    ความเห็นผิดตัวนี้ เขาเรียกว่าสักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าขันธ์ 5 เป็นเรา เราเป็นขันธ์ 5 มีขันธ์ 5 มีเราในขันธ์ 5 มีเรานอกเหนือจากขันธ์ 5 อะไรอย่างนี้ ถ้าเรามีสติระลึกรู้ความจริงของกายไปเรื่อยๆ รู้กายด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง รู้ตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง จิตตั้งมั่นเป็นกลางก็จิตผู้รู้นั่นล่ะ จิตที่มันถอนตัวออกมาเป็นผู้เห็น ผู้รู้ มันก็จะเริ่มล้างความเห็นผิด เห็นกายไม่ใช่เราหรอก

    ตอบลบ
  4. ละสักกายทิฏฐิ ละความเห็นผิดว่าขันธ์ 5 เป็นตัวเรา

    มาดูตัวเวทนาบ้าง ตัวเวทนา ความรู้สึกสุขรู้สึกทุกข์เป็นภาระไหม เรานึกว่านามธรรมไม่เห็นเป็นภาระเหมือนรูปธรรมเลย ที่จริงไม่ใช่ นามธรรมก็เป็นภาระอันใหญ่หลวงเลย เราอยากได้ความสุขไหม ถ้าเราอยากได้ความสุข เราต้องดิ้นรนมากมายใช่ไหมเพื่อจะได้ความสุข เราเกลียดความทุกข์ไหม เราเกลียด เราต้องดิ้นรนมากมายไหมเพื่อจะหนีจากความทุกข์ แค่จะขยับตัวไปมาก็เพื่อหนีความทุกข์ เพราะฉะนั้นตัวเวทนาเองก็เป็นภาระใหญ่หลวง เราอยากได้ความสุข เราเกลียดความทุกข์ ก็มีสิ่งที่ต้องทำอะไรต่ออะไรมากมายก่ายกอง

    ทุกวันนี้ที่มีชีวิตอยู่แล้วดิ้นรนมากมาย ถ้าดิ้นรนเพื่อร่างกายก็แค่ว่ามีอาหารกินไปวันหนึ่งๆ มีเสื้อผ้าใส่ไม่ให้หนาวไปร้อนไป มีที่อยู่อาศัย มีที่ซุกหัวนอนอะไรอย่างนี้ ไม่สบายมียา คือ basic minimum needs ของร่างกาย อันนั้นล่ะสิ่งที่ร่างกายต้องการ แต่สิ่งที่มันต้องการมากกว่านั้น มันต้องการความสุข ทำไมขี่รถถูกๆ ไม่ได้ ต้องนั่งรถแพงๆ ก็เพราะว่ามันโก้ดี นั่งแล้วมีความสุข รู้สึกดี ดิ้นรนหาความสุข อยากมีเมียสวยๆ มีเมียสวยๆ เชิดหน้าชูตา ไปไหนคนเขามอง เราก็ภูมิอกภูมิใจ มีความสุข ลูกสอบได้คะแนนดี สอบได้เกรด 4 ก็ต้องมาลงเฟซบุ๊กให้คนดู แหม นึกถึงแล้วมีความสุข มันติดในความสุขเพื่อให้ได้ความสุขมาก็มีภาระมากมายมหาศาล จะทำให้ลูกได้เกรด 4 มีภาระไหม ภาระเยอะแยะ

    ตัวทุกข์ก็เป็นภาระ ต้องหนีมัน ต่อสู้มากมาย ตัวรูปก็เป็นภาระ ตัวเวทนาก็เป็นภาระ ตัวสังขาร จิตมันปรุงดีบ้างปรุงชั่วบ้าง เป็นภาระมากมาย นักปฏิบัติเห็นจิตชั่วทุรนทุราย ตั้งอกตั้งใจภาวนาใหญ่ อยากจะละกิเลส ไปละมันทำไม กิเลสเป็นของเกิดแล้วก็ดับ แค่ไม่ให้มันครอบงำก็พอแล้ว ก็เห็นมันไป มันมาแล้วมันก็ไปๆ ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับจิตเลย ฝึกอย่างนั้น

    พอเราดูลงไปเรื่อยๆ มันก็มีแต่ภาระทั้งนั้นเลยในขันธ์ 5 จิตใจของเราก็เป็นภาระ ทำไมเราต้องทำทาน ถือศีล นั่งสมาธิ เจริญปัญญา เป็นภาระไหม เป็น เพื่ออะไร เพื่อให้จิตมันสะอาดหมดจด มันจิตใคร จิตเราสิ จิตคนอื่นจะสกปรกมันก็เรื่องของเขา มีตัวเราขึ้นมา ก็มีแต่ความอยาก ก็เต็มไปด้วยความทุกข์ ขันธ์ 5 เป็นภาระ นำความทุกข์มาให้

    ถ้าเราเรียนรู้มันลงไปเรื่อยๆ ทีแรกเราจะเห็น ขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวเรา ละสักกายทิฏฐิ ละความเห็นผิดว่าขันธ์ 5 เป็นตัวเรา หรือเรามีขันธ์ 5 ค่อยๆ ดู ดูไปทีละส่วน จะเริ่มจากดูกายก่อนก็ได้ ดูเวทนาก่อนก็ได้ จะดูจิตก่อนก็ได้ แล้วแต่ความถนัด อย่างดูกายก็ดูอย่างที่หลวงพ่อเล่านั่นล่ะ ดูกายมันทำงานไป จิตมันเป็นคนรู้คนดู กายนี้มีแต่ทุกข์ มีแต่ภาระ เราก็เห็นไปเรื่อยๆ กายนี้มันทำงานไปตามที่จิตมันสั่ง มันไม่ใช่ตัวเราหรอก เป็นของถูกรู้ถูกดูอยู่ เวทนาก็เป็นของถูกรู้ถูกดู

    สัญญา ความจำได้หมายรู้ อันนี้หลวงพ่อจะไม่ค่อยได้พูดถึง มันเข้าใจยาก เว้นไปก่อนก็ได้ จริงๆ สัญญามันมี 2 ส่วน สัญญาที่ผิดกับสัญญาที่ถูก จิตทุกดวงประกอบด้วยสัญญาเสมอ เพียงแต่จิตของพวกเรามันมีสัญญาที่ผิดๆ สัญญาผิด มันหมายรู้ผิด 4 อย่าง หมายรู้ของไม่สวยไม่งามว่าสวยว่างาม หมายรู้ของไม่เที่ยงว่าเที่ยง หมายรู้สิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข หมายรู้สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน นี่หมายรู้ผิด หมายรู้ถูกก็เห็นเป็นอสุภะ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอะไร อันนี้หมายรู้ถูก

    ฉะนั้นสัญญาก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องรังเกียจ อันนี้ในส่วนของหมายรู้ ยังมีส่วนของจำได้อีก ฉะนั้นสัญญามันต้องเรียนต่างหาก มันยาวๆ ยุ่ง เอาไว้เรียนในธัมมานุปัสสนาก็แล้วกัน อยู่ในธัมมานุปัสสนา ตอนนี้เราเรียนของที่เราเรียนได้ คือร่างกายเรา ความรู้สึกสุขทุกข์ในกาย ความรู้สึกสุขทุกข์เฉยๆ ในจิต ความดี ความชั่ว ความไม่ดีไม่ชั่วในจิต เรียนรู้สิ่งเหล่านี้แล้วจะเห็นจิตมันทำงานได้เอง เฝ้าดูไป

    เวลาเราสามารถมีสติ รู้ลงในขันธ์ 5 ตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง ปัญญามันจะเกิด มันจะเข้าใจความจริง พอปัญญาเกิดก็ถอดถอนความเห็นผิด ทำลายมิจฉาทิฏฐิลงไป มิจฉาทิฏฐิในเบื้องต้นก็คือการเห็นว่าขันธ์ 5 เป็นตัวเรา พอผ่านขั้นโสดาบัน มันจะเห็นขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวเราหรอกแต่ว่ามันยังยึดถืออยู่ มันลดระดับยังยึดถือเป็นของเราอยู่ จริงๆ เรามันไม่มีหรอก เราเป็นแค่ความหมายรู้ผิด ความคิดผิด ความเชื่อผิด ความเป็นเรามันก็แค่นั้นล่ะ

    ตอบลบ
  5. อย่างพวกเราหลายคนช่วยหลวงพ่อทำงาน พอเราทำไปช่วงหนึ่งเราจะรู้สึก ถ้าเราทำด้วยจิตที่สะอาดจริงๆ ช่วยทำงานเผยแพร่ งานทำครัว ทำอะไรนี่ ถ้าเราทำด้วยจิตใจที่สะอาดจริงๆ ไม่ได้ซ่อนเร้นความสกปรกเอาไว้ ผ่านไปช่วงหนึ่งเราจะพบความเปลี่ยนแปลงของจิตตัวเอง จิตมันจะมีกำลังมากขึ้น มีความเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยวมากขึ้นๆ แต่ถ้าเราทำความดีแล้วก็แฝงเร้น จิตไม่มีกำลัง

    อย่างเราทำสม่ำเสมอ หลายคนที่หลวงพ่อเห็นภาวนาสม่ำเสมอ บางคนมีโอกาสก็มาช่วยงาน ผ่านไปช่วงหนึ่งจะเห็นจิตใจตอนนี้กับแต่ก่อนต่างกัน วุฒิภาวะเพิ่มขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น เข้าใจชีวิตมากขึ้น วางได้ง่ายขึ้น อย่างเวลาเราทำงานรวมกลุ่ม มันกระทบกระทั่ง มีผัสสะตลอดเวลา พอกระทบยินดียินร้าย เราเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ กระทบอารมณ์ยินดียินร้าย เราก็ดูของเรา แล้วในที่สุดจิตเราก็พัฒนาขึ้นมา ก้าวหน้าขึ้นมาได้

    ความดีไม่ใช่ทำดีวันเดียว ทำมันทั้งชีวิตเลย ตั้งใจไว้ ความชั่วละได้ละ รู้ทันมันไป เลี่ยงได้ก็เลี่ยง แต่ความดีทำมันตลอดเลย ความดีที่ทำได้ตลอดเวลา รู้สึกตัวไว้ๆ อันนั้นดีแล้ว มันคือจิตที่ทรงสมาธิขึ้นมา มีอะไรแปลกปลอมเข้ามาในกายในใจ สติเป็นตัวรู้ เรารู้สึกตัว จิตตั้งมั่น สติก็มี สมาธิก็มี ต่อไปปัญญามันก็เกิด มันก็เข้าใจโลก เข้าใจชีวิต วุฒิภาวะทางจิตวิญญาณของเรามันก็เพิ่มขึ้น คราวนี้มันจะอยู่กับโลกแบบทุกข์น้อยลงๆ เห็นทุกข์มากขึ้น โลกนี้ที่ว่าดีๆ วิเศษ สุข ไม่จริง เราเห็นทุกข์มากขึ้นๆ แต่จิตเรามีความสุขมากขึ้นๆ

    ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ ทำอย่างที่หลวงพ่อบอกล่ะ แล้วจะเห็นด้วยตัวเอง แล้วเราจะเชื่อเลยพระพุทธเจ้ามีจริง พระธรรมมีจริง พระสงฆ์มีจริง เราจะเชื่อได้เต็มร้อยเมื่อใจเราเป็นพระสงฆ์แล้ว ใจเราเข้าถึงธรรมะแล้ว ใจก็เป็นพระสงฆ์แล้ว เราจะรู้เลย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มีจริงๆ

    หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    วัดสวนสันติธรรม
    8 ตุลาคม 2565

    ตอบลบ
  6. สาธุ.. การได้พบครูบาอาจารย์ที่ถูกจริตและสอนธรรมะของจริง ย่อมช่วยให้ไม่เสียเวลา ไม่หลงอยู่กับความคิด สะสมแต่ความรู้ที่เข้าใจด้วยสมอง รู้มากพาให้เนิ่นช้าเพราะตีความสภาะธรรมล่วงหน้า อะไรก็รู้ ปัญญาล้ำหน้าปฏิบัติ รู้ไปทุกอย่าง แต่ไม่รู้จิตปัจจุบัน ไม่รู้ทันกิเลสว่าอยากได้อยากดี ไม่รู้ทันตัวตนจนอวดดี อวดเก่ง อวดว่า"ไม่มีตัวตน" จากการปรุงแต่ง"อเนญชาภิสังขาร" จึงไม่เห็นมานะ อุทธัจจะ อวิชชา แสดงตัวตนในโลกโซเชี่ยลมีอยู่มากมาย น้อมกราบและระลึกพระคุณหลวงพ่อ ขอบคุณลูกศิษย์และทีมงาน ทำให้ไม่เสียโอกาส ได้พบคำสอนพระพุทธเจ้าของจริง จึงพูดได้ว่า "ไม่เสียชาติเกิด" และได้เป็นพยานอีกคนว่า การเจริญสติปัฏฐานเป็นทางเอก เป็นเอกายนมรรค ต่างเดินบนทางเดียวกันแต่ไม่เหยียบรอยกัน ดุจเดียวนักดนตรีใช้เครื่องดนตรีต่างชนิด เลือกโน้ตที่เล่นไม่ตรงกัน แต่มี"ทางคอร์ด"ร่วมกันตลอดทั้งเพลง

    ตอบลบ
  7. น้อมกราบหลวงพ่อค่ะ

    ตอบลบ
  8. ขอบคุณเพื่อนสหธรรมิกนะคะ

    ตอบลบ
  9. ไม่ระบุชื่อ29/10/65

    น้อมกราบพ่อแม่ครูอาจารย์
    น้อมกราบหลวงพ่อครับ

    ตอบลบ

แสดงความคิดเห็น