ครูบาอาจารย์ท่านหยั่งรู้ได้ว่าใครยังมีตัวตน ด้วยเมตตาจึงให้ลูกศิษย์มาลองดี สิ่งที่สื่อมาถึงบางคนอาจกระทบคนอื่นบ้าง เข้าใจว่าเป็นตนเองบ้าง อย่างไรก็ดีต่างก็ไม่พ้นการรู้เท่าทันความรู้สึกกับความนึกคิดของตนไว้ ดีก็ช่าง ไม่ดีก็ช่าง ไม่ไปแทรกแซงมัน

ความคิดเห็น

  1. ความเข้าใจผิดของคนสมัยนี้

    ข้อแรกคือ"เพ่งความคิดเพื่อรู้" - ด้วยการเอา"สมอง"เข้าใจธรรมะจากการอ่านหรือฟังแล้วจะได้"ปัญญาสิกขา"จนหลุดพ้น หารู้ไม่ว่า"ปัญญาความรู้"อาศัยปรีชาญาณ(intellect) เป็นคนละชนิดกับปัญญาญาณ(intuition) ที่เกิดจากการทำ"วิปัสสนา" การเข้าใจผิดว่า"โลกียปัญญา"คือ"โลกุตตรปัญญา" มีให้เห็นจากการพูด การสอนซึ่งเป็นแสดงออกของ"ตัวตน" มี"มานะ" มี"อุทธัจจะ" มี"อวิชชา" ผู้ฟังหลงเชื่อเพราะผู้พูดมีความฉะฉาน อ้างอิงคัมภีร์ ตู่พุทธพจน์ว่าสอนไว้อย่างนี้ โดยใส่ความเห็นตัวเองลงไป เชื่อมั่นว่าผู้ฟังที่เข้าใจจะได้ปัญญารู้แจ้ง บรรลุธรรมเช่นเดียวกับผู้ที่ได้ฟังธรรม"จากพระโอษฐ์"เมื่อครั้งพุทธกาล โดยไม่สนใจผู้ฟังว่ามี"ศีลสิกขา"สมบูรณ์จริงหรือไม่ มี"จิตตสิกขา"สมบูรณ์จริงหรือไม่

    ข้อสองคือ"เพ่งการกระทำเพื่อเอาดี" - ด้วยการเอา"สมอง"เป็นผู้ควบคุม"ศีลและสมาธิ" เน้น"ปริมาณ"ของ"การกระทำ"อันเป็นรูปธรรม (Physicality) จึงเป็นการฝืนใจทนเพราะอยากสงบ อยากดี อยากมีความสุข อยากชนะกิเลส อยากเหนือกว่าคนบางคนในใจ หารู้ไม่ว่า"ศีลและสมาธิ"วัดผลเป็นนามธรรม (Mentality) ในเชิง"คุณภาพ"ของ"สติ"ที่เกิดได้บ่อย เกิดได้โดยไม่จงใจ ระลึกรู้"กายและใจ"ได้เนืองๆ ทำให้ไม่ผิดศีล รู้เท่าทันความคิด คำพูด การกระทำ สงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง ดีก็ช่าง ไม่ดีก็ช่าง ดูความคิด ดูจิตมัน"ปรุงแต่ง"โดย"ไม่แทรกแซง" เห็นมันเกิดเองแล้วดับเอง เป็น"กุศลหรืออกุศล"ก็รู้อย่างที่มันเป็น ดังนั้นต้องใช้"โยนิโสมนสิการ"ดูตัวเองด้วยความซื่อสัตย์ว่า ที่ทำอยู่นั้นทำเพื่ออะไร ทำแล้วได้ผลอย่างไร

    ข้อสามคือ"เพ่งจิตให้ว่างเพื่อหมดความปรุงแต่ง" - ด้วยการเอา"สมอง"เป็นผู้สอนจิตให้เป็นตามต้องการ ให้มัน"ปล่อยวาง"กิเลส "ปล่อยวาง"รูป เสียง กลิ่น รส โผฏทัพพะ ธรรมารมณ์ จากยากไปง่าย จากต่ำไปสูง จนที่สุดแล้วไม่เหลืออะไรให้"ปล่อยวาง" ยึดเอา"ความว่าง"เป็นอารมณ์ในขณะที่มี"ตัวตน"อยู่เบื้องหลัง"ความคิด คำพูดและการกระทำ" สนอง"ตัวตน"จนจิตสำเร็จความใคร่ ได้"เจโตวิมุตติ" จึงเห็นจิตเป็น"นิจจัง" เป็น"สุขขัง" เป็น"อัตตา" เพราะไม่ได้"ปัญญาวิมุตติ"ของจริงจึงมี"ตัวตน"อยู่ กู"บรรลุธรรม"แล้ว กู"หลุดพ้น"แล้ว กู"เป็นพระอรหันต์"แล้ว พอมีคนทักว่าไม่ใช่ "ตัวกู"ก็ใหญ่ขึ้นมา ใหญ่จนอยู่เฉยไม่ได้ ต้องตอบโต้เพื่อปกป้อง"ตัวกู" หารู้ไม่ว่าที่แบกภาระมาตั้งแต่ข้อหนึ่ง ข้อสอง ข้อสาม ก็เพราะว่ามันมี"ตัวตน"อยู่

    ความเข้าใจผิด"ทั้งสามข้อ"ทำให้คนสมัยนี้ ยิ่งเรียนยิ่งปฏิบัติ ยิ่งทำให้หลงตัวเองว่าเก่ง ว่ารู้กว่าใคร ไม่เห็น"อกุศล"ที่พอกพูน ไม่รู้ว่า"กุศล"ไม่ได้เจริญเป็นลำดับ เพราะยึดมั่นว่า
    "เพ่งความคิดเพื่อรู้"
    "เพ่งการกระทำเพื่อเอาดี"
    "เพ่งจิตให้ว่างเพื่อหมดความปรุงแต่ง"
    ทำให้หลงตัวว่ามี"ศีล" มี"สมาธิ" มี"ปัญญา"เหนือกว่าใคร เทียบเขาเทียบเราจาก"การกระทำ"ที่มองเห็น(Physicality) โดยไม่เห็น"จิตใจ"ตนเอง(Mentality) ไม่เห็น"ตัวตน"ว่ามีอยู่ (ไม่ว่าจะเป็นปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร)

    "วิธีการคิดที่ผิด"คือคิดว่ากำลังเดินขึ้น"บันได"ไปสู่ความสูงสุด ขึ้นไปจนทะลุ"เพดาน" เชื่อว่านิพพานอยู่ที่นั่น ที่ซึ่งอยู่หลัง"เพดาน" เป็นความ"ว่างเปล่า" นิพพานคือ"สุญญตา"

    เฮ้ย! นี่สอนผิดตั้งแต่ก้าวแรกเลยนะ!!! ยิ่งก้าวขึ้น"บันได"ไปยิ่ง"ห่างไกล"นิพพาน!!! การพูดอย่างนี้คือการ"ตีแสกหน้า"จังๆ ใครบ้างไม่โกรธ ไม่หัวเราะเยาะ ไม่ดูแคลนว่ามา"สอนหนังสือ"สังฆราช

    ตอบลบ
  2. เมื่อไปฟังหลวงพ่อปราโมทย์จะพบความแตกต่างกัน"คนละทาง" เหมือน"ดูหนัง"คนละเรื่อง มีคนพูดว่า
    "ของจริงพูดแล้วฟังเหมือนของปลอม ส่วนของปลอมฟังแล้วเหมือนของจริงมากๆ"
    เพราะได้พิสูจน์ว่าแนวทางของหลวงพ่อปราโมทย์คือ"เอกายนมรรค" เป็น"ทางตรง"ไม่ใช่ทางขึ้น"บันได" ทางที่"เปิดกว้าง"ไม่ต้อง"เหยียบรอย"กัน ต่างคนต่างเดินไป"กินน้ำ"บ่อเดียวกันได้ เปรียบเช่นนักดนตรีเล่น"เครื่องดนตรี"คนละชนิด มี"ทางคอร์ด"ร่วมกัน แม้ว่าแต่ละคนจะเล่น"ไม่เหมือนกัน" ตลอดทั้งเพลงก็"ไม่มีใคร"เล่นผิดโน้ต เพลงทุกเพลงที่เผยแพร่"ไม่มีใคร"เล่นผิดเสียง นักร้องประสานก็"ร้องเสียง"ที่ต่างจากนักร้องหลัก วิปัสสนาญาณคือการ"เห็น"ด้วย"ปัญญาญาณ"(intuition) เช่นเดียวกับนักร้องนักดนตรี ก็"เห็น"ด้วย"ปัญญาญาณ"(intuition)

    ไม่ใช่การใช้"ตา"ดูโน้ต ใช้"ตา"อ่านโน้ต แล้วปฏิบัติตามเหมือนนั่ง"พิมพ์ดีด" พิมพ์ตาม"ต้นฉบับ"ที่เขียนไว้ ดังนั้น"การดู"วงดนตรีที่เล่น "by heart" กับวงดนตรีที่"อ่านโน้ต"เล่น มันมี"ชีวิตชีวา"ต่างกัน "จิตของผู้เล่น"มันต่างกัน ไปลองดูเอาเถอะ

    บทสรุปคือการได้"เจโตวิมุตติ"ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด มันนำไปสู่ความรู้สึกว่า"เที่ยง"ของจิต มี"ความสุข"อันอิ่มใจ และมี"ตัวตน" ส่วนจะพูดว่าไม่มี"ตัวตน" ไม่มี"เรา"ตลอดเวลาก็เพราะไม่ได้"ปัญญาวิมุตติ"ของจริง ไม่รู้จัก"นิพพาน"ของจริง ดังนั้น "ถ้าไม่รู้ว่าทำผิดอยู่" ก็หลงผิดไปไม่รู้จบ คนไม่เคยทำถูกเลยแม้"ลมหายใจสุดท้าย"ก็ยังผิด

    ตอบลบ
  3. สาธุ.. สัมผัสได้ถึงความเมตตา ความกรุณาจากใจ ขอบคุณครับ

    ตอบลบ
  4. ใช่ค่ะ ของจริงฟังเหมือนของปลอม
    คุณอาทรกับคุณก๊อปเขามาเคยพูดไว้

    ตอบลบ
  5. มีตัวตน
    ไม่เห็นตัวตน

    ตอบลบ
  6. การเพ่งเป็นเหตุแห่ง "ฌาน" การได้ฌานมีประโยชน์เป็นทางเพื่ออภิญญา การมีอภิญญาและการเกิดเจโตวิมุตติเป็นคนละเรื่องกับปัญญาสิกขา ทำเหตุใดก็ได้เหตุเช่นที่ทำ

    การเจริญสติปัฏฐานเป็นเหตุแห่ง "ญาณ" การได้ญาณมีประโยชน์เป็นทางเพื่อวิปัสสนาญาณ การมีวิปัสสนาญาณและการเกิดปัญญาวิมุตติได้ เพราะเห็นความจริงเห็นไตรลักษณ์

    ตอบลบ
  7. คนที่เพ่งจนได้ฌาน ได้ความสงบได้ความสุข สุดท้ายก็เสื่อม กิเลสจึงรุนแรงกว่าคนธรรมดา เช่นแก่แล้วยังบ้ากาม แก่แล้วอารมณ์ร้าย แก่แล้วทิฏฐิมานะมาก เป็นเหตุให้ก่อคดีความ เป็นพวกบ้าธรรมขึ้นสมอง

    คนส่วนใหญ่ทำมิจฉาสมาธิ ไม่เพ่งก็เผลอเคลิ้มไป ไม่มีสติรู้เนื้อรู้ตัว วันเวลาผ่านไปไม่ได้ปัญญาของจริง จึงยึดมั่นความรู้จากตัวหนังสือ เหมือนคนอ่านตำราว่ายน้ำแต่ว่ายน้ำไม่เป็น เก่งแต่ปากเท่านั้น

    ตอบลบ
  8. สอนคนที่สอนได้ คนที่สอนไม่ได้ก็อุเบกขาเด้อ

    ตอบลบ
  9. สาธุค่ะ ขอบคุณค่ะ

    ตอบลบ
  10. ขอบคุณครับ อนุโมทนาทุกท่านครับ

    ตอบลบ
  11. ไม่ระบุชื่อ29/10/65

    กรรมจากความคุ้นชินสะสมมา
    สะสมมาจึงมีวิบากไม่จบสิ้น

    ตอบลบ

แสดงความคิดเห็น