11.10.65 ทั้งตัวตนที่เป็นรูปกายและตัวตนที่เป็นนามกายมันไม่ใช่เรา การเจริญสติปัฏฐานเพื่อให้เห็นรูปธรรมและนามธรรมเป็นไตรลักษณ์ จึงละอุปาทาน 4
การปล่อยวาง: ความหลงผิดของบรรดาลูกศิษย์พุทธทาส-1
ตอบลบ1. เมื่อได้ฟังธรรมหรืออ่านธรรมะเรื่องการปล่อยวางแล้วคิดปล่อยวาง อยากบรรลุธรรมตัดกิเลสได้ คือโลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งแปลแต่ละคำให้เข้าใจว่าเป็นอย่างไร มันไม่ดีอย่างไร จากนั้นก็ตั้งใจไว้ว่า ฉันจะไม่อยากได้อย่างนั้นอย่างนี้ ฉันจะไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่อาฆาต พยาบาทใคร ฉันจะไม่หลงผิด คิดผิด ไม่ยึดติดอะไรอย่างที่ผ่านมา ฟังธรรมหรืออ่านธรรมะแล้วทบทวนเรื่องในอดีตที่ผิดพลาด เห็นโทษภัยแล้วสำนึกได้ จึงมีความตั้งใจที่จะปล่อยวางโลภะ โทสะ โมหะ แต่แล้วก็อดไม่ได้ทุกที กว่าจะคิดได้มันก็เผลอโลภ เผลอโกรธ เผลอหลงไปเสียแล้ว จนเกิดทุกข์ตามมา พอทุกข์หนักๆก็บอกตัวเองว่าไม่เอาอีกแล้ว พอกันทีความโลภ ความโกรธ ความหลงในรูป เสียง กลิ่น รส โพฏทัพพะ ธรรมารมณ์ ความยึดมั่นถือมั่น ใครๆก็คิดปล่อยวางอย่างนี้มานับครั้งไม่ถ้วน สุดท้ายก็ทำไม่ได้จริง
2. จากประสบการณ์ข้อ1 จึงสอนการมีสติรู้เท่าทันกิเลสมันสำคัญ ก็เลยอยากมีสติ อยากฝึกสติ อยากปฏิบัติธรรม จะได้ปล่อยวางได้จริง คนส่วนใหญ่ก็ยึดถือตามผู้ที่ตนศรัทธา ไม่ว่าจะพระหรือฆราวาสก็เรียนไป ทำไป เป็นเดือน เป็นปี หลายๆปี ตอนแรกก็ได้ความสงบ รู้ทันกิเลสได้เร็วบ้าง จิตว่าง จิตมีความสุข รู้อะไร เข้าใจอะไรที่ผู้สอนบอกมากขึ้นเรื่อยๆ จนจำได้หมด ขึ้นต้นประโยคนี้แล้วรู้เลยว่าจะพูดประโยคต่อไปว่าอะไร รูป เสียง กลิ่น รส โพฏทัพพะ ธรรมารมณ์ ความยึดมั่นถือมั่น เป็นความไร้สาระ มองคนอื่นว่าไม่มีปัญญาเห็นจึงมีแต่ทุกข์ บอกสอนแล้วก็ยังไม่ปล่อยวางกันสักที อยากให้เขาได้ดี พอเขาไม่ได้อย่างใจ หรือมีใครมาว่าเราเป็นของปลอม ความโกรธที่หายไปก็กลับมา พยายามมีสติไม่โกรธก็ยังเผลอโกรธ เผลอหงุดหงิด เกิดการถกเถียงธรรมะ ไปจนถึงการด่ากลับไป
3. ไม่ว่าความตั้งใจปล่อยวาง หรือปฏิบัติธรรมให้มีสติ สุดท้ายแล้วก็ยังละความโกรธไม่ได้ ยังโลภอยากบรรลุธรรมเหมือนอาจารย์ อยากได้มรรคผลเร็วๆ เพราะใช้เวลามามากกว่า 7 เดือน มากกว่า 7 ปีก็มี ทำไมใจยังเร่าร้อนอยู่ สมาธิที่เคยมีก็เสื่อม ความสุขในใจที่เคยเกิดก็ไม่เกิด มันไม่สงบ ไม่ว่างเหมือนตอนเริ่มต้นปฏิบัติ ทั้งๆทีรู้ธรรมะจนพูดได้เป็นชั่วโมง เริ่มสงสัยในแนวทางของอาจารย์ สงสัยว่าในปัจจุบันยังมีพระอรหันต์จริงๆไหม การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องลวงโลกหรือเปล่า ศาสนาพุทธอาจถูกคนสร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมให้มนุษย์กลัวบาป ไม่ทำชั่ว อย่าง อ. ลอย บอกว่ากรรมเป็นเรื่องโกหก ไม่มีใครเมื่อชาติก่อนมาเกิด มนุษย์ที่เกิดมาเดินได้ 7 ก้าวเป็นนิทานหลอกเด็ก คราวนี้ก็เลยมีพวกที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อมั่นตามอาจารย์ของตน แต่ก็ยังปล่อยวางไม่ได้จริงๆ จิตที่เคยดีทำอย่างไรมันถึงจะเหมือนเดิม และคงอยู่ ทำจนไม่รู้จะทำอะไรอีกแล้ว
4. บางคนเลิกปฏิบัติเพราะคิดว่าชาตินี้บุญบารมียังไม่พอ บางคนหมั่นทำบุญเยอะๆเพื่อสะสมบุญบารมี บางคนดิ้นรนทำโครงการอภิมหาบุญจนสำเร็จเกิดความปิติสุขแทบน้ำตาร่วง บางคนแสวงหาครูบาอาจารย์ทีเล่าลือว่าสำเร็จพระอรหันต์ บางคนก็นั่งสมาธิเกิดนิมิต เกิดวิปัสสนูปกิเลส ประกาศตนบรรลุธรรม เชื่อมโยงธรรมะที่รู้มาได้ทั้งหมด ตั้งตนเป็นครูบาอาจารย์ เปิดคอร์สสอนคนด้วยความมั่นใจ ที่เล่ามาทั้งหมดตั้งข้อแรกจนถึงตรงนี้ล้วนแล้วแต่เจอของปลอม ได้ของปลอม เอาของปลอมมาสอนต่อ ปล่อยวางได้เรื่องหนึ่งก็ไปยึดมั่นอีกเรื่องหนึ่ง สนองตัวตนด้วยความคิดใหม่ๆเมื่อละทิ้งความคิดเก่า ชี้ชัดๆแบบฟันธงคือไม่เห็นอวิชชาที่เป็นต้นเหตุ รู้อริยสัจ 4 เพียงนิยาม เพียงความหมายตามตัวหนังสือ เลยหลงผิด คิดผิด ทำอะไรก็ผิด สุดท้ายสรุปได้ว่ามันว่างเปล่า ทุกอย่างเป็นสุญญตา สร้างโลกนิพพานในใจด้วยการปรุงแต่งความว่างเปล่าเพื่อเป็นที่อยู่ของจิต อ้างอานาปานสติ 16 ขั้นจนงมงายตามๆกัน
จริง 👍
ลบ+1
ลบการปล่อยวาง: ความหลงผิดของบรรดาลูกศิษย์พุทธทาส-2
ตอบลบ5. เข้านิพพานคือการเข้านิโรธเป็นอเนญชาภิสังขาร ยังมีตัวตนอย่างพรหมแต่บอกใครๆว่าไม่มีตัวตน ไม่มีเรา โลกนี้ว่างเปล่า เอาคำพระอรหันต์มาพูดได้หมด ตีความพระไตรปิฎกได้ทุกประโยคอย่างมั่นใจ ถามอะไรก็ขยายความได้ไม่สิ้นสุด
มีปฏิสัมภิทา 4 (ปัญญาแตกฉาน - analytic insight; discrimination)
1. อัตถปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในอรรถ, ปรีชาแจ้งในความหมาย, เห็นข้อธรรมหรือความย่อ ก็สามารถแยกแยะอธิบายขยายออกไปได้โดยพิสดาร เห็นเหตุอย่างหนึ่ง ก็สามารถแยกแยะอธิบายขยายออกไปได้โดยพิสดาร เห็นเหตุอย่างหนึ่ง ก็สามารถคิดแยกแยะกระจายเชื่อมโยงต่อออกไปได้จนล่วงรู้ถึงผล - discrimination of meanings; analytic insight of consequence)
2. ธัมมปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในธรรม, ปรีชาแจ้งใจหลัก, เห็นอรรถาธิบายพิสดาร ก็สามารถจับใจความมาตั้งเป็นกระทู้หรือหัวข้อได้ เห็นผลอย่างหนึ่ง ก็สามารถสืบสาวกลับไปหาเหตุได้ - discrimination of ideas; analytic insight of origin)
3. นิรุตติปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในนิรุกติ, ปรีชาแจ้งในภาษา, รู้ศัพท์ ถ้อยคำบัญญัติ และภาษาต่างๆ เข้าใจใช้คำพูดชี้แจ้งให้ผู้อื่นเข้าใจและเห็นตามได้ - discrimination of language; analytic insight of philology)
4. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ, ปรีชาแจ้งในความคิดทันการ, มีไหวพริบ ซึมซาบในความรู้ที่มีอยู่ เอามาเชื่อมโยงเข้าสร้างความคิดและเหตุผลขึ้นใหม่ ใช้ประโยชน์ได้สบเหมาะ เข้ากับกรณีเข้ากับเหตุการณ์ - discrimination of sagacity; analytic insight of ready wit; initiative; creative and applicative insight)
6. การปล่อยวางโดยมีสมองเป็นผู้กำกับบท จิตเป็นไอ้ชั่วที่ต้องสั่งสอนมัน สั่งให้มั่นละรูป เสียง กลิ่น รส โพฏทัพพะ ธรรมารมณ์ ความยึดมั่นถือมั่น เป็นความไร้สาระ ควรทำทุกอย่างโดยไม่มีเรา ไม่มีตัวตน ใครที่เป็นอย่างนี้บอกได้เลยว่าเป็นพุทธปลอม พาคนหลงผิด ไม่รู้จักเส้นทางที่พระพุทธเจ้าชี้ ไม่ได้มุ่งไปด้วยเอกายนมรรคของจริง มีมโนสัญเจตนาอันเป็นมิจฉาทิฏฐิ ความรู้ในหัวทั้งหมดปรุงแต่งให้คิด พูด ทำ เพื่อสนองตัวตนอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยตื่นจากฝัน จึงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานในโลกความฝัน อุปมาเหมือนเป็นเพียงนักแสดงที่ได้รับบทพระอรหันต์ในเรื่องพระพุทธเจ้า หรือบางคนอินบทเป็นพระพุทธเจ้าอธิบายพุทธวจน เทศนาพระสูตรด้วยความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ เป็นพุทธไทยที่มีมากมายหลายประเภทที่อาศัยสมองเรียนธรรมะ ใช้สมองคิดปล่อยวาง คิดปฏิบัติ คิดสอนลูกศิษย์ หลงบทบาทว่าเป็นผู้บรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ ปรากฏตัวในโซเชี่ยลสารพัดแบบ อ้างพระพุทธเจ้า อ้างตำรา แต่สอนด้วยมิจฉาทิฏฐิทั้งอาจารย์และลูกศิษย์ด้วยอัตตา อีโก้ ไม่ฟังคำท้วงติง ตักเตือนใดๆจากใคร ทำลายศาสนาพุทธทุกวันเวลา ตายไปแล้วก็ยังทิ้งมรดกพิษไว้ให้ลูกหลาน
+1
ลบขอบคุณครับ
ตอบลบท่านพุทธทาสทำประโยชน์ไว้มาก แต่จุดผิดพลาดก็มี ลูกศิษย์โง่ก็มี พวกอ่านเองคิดเองก็มี พวกอ้างอิงเพื่อใช้ด้อยค่าพระพุทธเจ้า ด้อยค่าพระไตรปิฎก ตามแต่มิจฉาทิฏฐิของตน การท้วงติงมิได้เจตนาลบหลู่ท่านพุทธทาส แต่ให้สานุศิษย์แยกให้ได้ว่าอะไรที่เข้าใจผิด หลงผิด อย่าได้เอาไปอ้างอิง จะทำให้ท่านพุทธทาสเป็นแพะ ถูกตำหนิไปชั่วลูกชั่วหลานครับ
ตอบลบสาธุครับท่าน
ลบ+1
ลบชาวพุทธที่อ่านผลงานอาจารย์พุทธทาสมีเยอะครับ - โดยเฉพาะระดับ"ปัญญาชน"ที่ถนัดเรียน ถนัดคิด ไม่ได้สนใจ"ภาคปฏิบัติ" จะใช้"สมอง"เข้าใจ ตีความแล้วสรุปผล การคิด"ปล่อยวาง" พูดว่า"ตถตา" โดยไม่เห็น"ไตรลักษณ์" อย่างบางคนนึกเอาว่า"อตัมมยาตา" คือกูไม่เอากับมึงแล้ว ทำให้ปล่อยวางได้จนเป็น"พระอรหันต์" ลูกศิษย์พุทธทาสส่วนมากไม่รู้ว่า การเกิดอริยมรรค การเกิดวิมุตติได้ จิตพ้นโลกได้(โลกุตรจิต) ต้องชำระล้างกิเลสหยาบด้วยศีลเป็นเบื้องตน ต้องเรียนจิตตสิกขา มีสัมมาสติ สัมมาสมาธิ จึงจะเกิดสัมมาญาณ ล้างกิเลสด้วยปัญญา ถึงโลกุตตรปัญญา หมดสิ้นตัวกู ไม่ใช่ใช้สมองสั่งจิตให้ละกิเลส คำว่าให้"ปล่อยวาง"ที่ใช้กันแบบมักง่าย กลายเป็น"คำฮิต"มาหลายสิบปี จนไม่สนใจศีล สมาธิ ปัญญาของจริง บอกยาก สอนยากกว่าคนที่ไม่ได้อ่านผลงานอาจารย์พุทธทาสเสียอีก ก็ไม่ได้โทษท่านเพราะมันเป็นที่วิธีเรียนรู้ของคนสมัยนี้ ใช้สมองเป็นห้องบัญชาการชีวิตทุกมิติครับ
ตอบลบสาธุครับท่าน
ลบ+1
ลบสาธุครับ คนยุคใหม่ติดโซเชียลทั้งนั้น ไม่ได้หมายความแค่วัยรุ่น หนุ่มสาว แต่ผู้ใหญ่ก็เยอะ ยิ่งแก่ยิ่งมีทิฏฐิ ยิ่งอ่านมากรู้มาก ยิ่งเรียนสูง จบดอกเตอร์มักจะยึดติดความรู้ ยึดติดตรรกะ สิ่งที่เราทำไม่ได้มุ่งถกเถียงเอาชนะกับคนเหล่านี้ หรือเที่ยวระรานใครต่อใคร แต่สร้างพื้นที่ให้มีคำอธิบาย แก้มิจฉาทิฏฐิให้เป็นสัมมาทิฏฐิไว้ อย่างน้อยในอนาคตยังมีคนมาอ่านเจอ นำไปพิสูจน์ได้ด้วยตนเองครับ
ตอบลบ+1
ลบสาธุครับ ต่างตนต่างมีหน้าที่อันรู้ได้เฉพาะตน คนที่ใช่คือ target เขาก็รู้บทบาทตนเอง มีจิตอาสา มีใจใฝ่ธรรมะ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งเทคโนโลยี่ออนไลน์ทำให้คนไม่รู้จักกันได้พบกัน ได้ส่งเสริมกันและกัน ไม่ต่างกับยุคพุทธกาลที่สามารถถ่ายทอดคำสอนพระพุทธเจ้าเป็นพระไตรปิฎก จึงส่งต่อภูมิปัญญาของคนยุคหนึ่งมาสู่คนอีกยุคหนึ่งได้
ตอบลบ+1
ลบใช่ครับ เราต่างก็ทำหน้าที่ตามแต่ความสามารถ ไม่อาจแบกภาระไว้คนเดียว โต้แย้งเขาไม่ใช่เราอวดเก่ง อวดรู้ แต่เห็นข้อบกพร่องจริงๆ เคยผิดพลาดมาแล้วเช่นกัน ไม่ได้ตรัสรู้อะไรได้เอง ก็ศึกษาจากสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน ปฏิบัติตามครูบาอาจารย์ พิสูจน์ด้วยตัวเองว่าจริงหรือไม่จริง เมื่อโต้แย้งก็นำเสนอในมุมมองที่ประจักษ์แก่ตน ไม่ได้ท่องจำหรือคัดลอกมาจากคัมภีร์โดยไม่ได้เกิดจากภาวนามยปัญญา เอาแต่สุตมยปัญญากับจินตามยปัญญามาพูดกัน แสดงอัตตาตัวตนให้เห็นมากมาย พออับจนถ้อยคำก็สร้างอวตารมาด้อยค่าพระพุทธเจ้า อ้างพุทธทาสเพื่อเอาชนะ แม้กระทั่งใส่ร้ายพระพุทธเจ้าว่าเอาศีลห้า เอานิพพานของพวกเชนมาสอน จริงๆเขาก็รู้อยู่ว่า นิพพานไม่ใช่นิรวาน ไม่ใช่โมกษะ เป็นการเถียงข้างๆคูๆ ต่อความยาวสาวความยืด การหยุดโต้ตอบกับเขานั้นดีที่สุด พวกอวตารไม่มีตัวตนจริง ใช้เป็นเครื่องมือชวนทะเลาะ ชวนให้วนเวียนในโลกความคิด เพราะเขานอนไม่หลับ เพราะเขาเหงาไม่มีคนคุย ก็เลยเที่ยวหาเรื่องคนเพื่อฆ่าเวลาไปวันๆเท่านั้นเอง
ตอบลบ+1
ลบครูบาอาจารย์ท่านบอกนะคะว่าการหายสาปสูญไม่ใช่การหนีโลกหนีคนไปที่ไหนๆให้หายสาปสูญไปจากความคิดของคนค่ะ
ตอบลบการไม่ปรากฎตัวตนเป็นเวลานานแม้เขาจะคิดถึงเราในเรื่องเก่าๆแต่ไม่มีเรื่องใหม่ๆให้เขาปรุงแต่งนั่นคือการหายสาปสูญไปดุจคนตายจากกันค่ะ
ตอบลบตบมือข้างเดียว
ลบ+1
ลบจะมีกี่คนที่ออกจากโลกออนไลน์ไปตลอดกาลเช่นเดียวกับผู้มีแต่ชื่อเล่าขานในยุทธภพแต่ไม่มีใครได้พบเห็นว่าหน้าตาเป็นอย่างไร
ตอบลบท่านเคยเตือนว่าแม้ได้เจอะกันพบกันซึ่งหน้าก็หาได้รู้ว่าเป็นคนที่กล่าวถึงอย่าได้เป็นเยี่ยงกามนิตผู้เดินทางมุ่งหมายแต่หาพระพุทธเจ้าอย่างเดียวเพราะยังมีพุทธะซึ่งอยู่ในใจของทุกคนจะหาเจอได้ด้วยการเรียนรู้โลกภายในของตัวเองค่ะ
ตอบลบ+1
ลบอนุโมทนาสาธุ ขอบคุณทุกๆท่านครับ
ตอบลบ+1
ตอบลบอนุโมทนาสาธุ
ตอบลบ+1
ลบความคิดนั้นเป็นเพื่อนสนิทที่เราไว้ใจที่สุด
ตอบลบแต่ก็ทรยศหลอกลวงเราทุกครั้งที่เชื่อมัน
+1
ลบรูปธรรมกับนามธรรมล้วนเป็นตถตา
ตอบลบตถตาเป็นของมันอย่างนี้มานาน
+1
ลบ