ศรแห่งปัญญา(ญาณ)ยิงไปยังเป้าที่คนอื่นมองไม่เห็น และในอนาคตมีคนมาเจอสิ่งที่โต้แย้งไว้ "สันทิฏฐิโก" เชื่อโดยการพิสูจน์ด้วยตนเอง จึงรู้ว่าใครเป็นของจริง ใครเป็นของปลอม

ความคิดเห็น

  1. ไม่ระบุชื่อ16/10/65

    นักเรียนห้องที่หนึ่ง - ครูคณิตศาสตร์สร้างโจทย์สมการจำนวนสิบข้อ ให้นักเรียนตอบโดยไม่ต้องแสดงวิธีทำ มีกระดาษเปล่าให้นักเรียนเขียนคำณวนซึ่งทุกคนก็ถอดสมการทีละบรรทัดจนได้คำตอบ แล้วไปดูช้อยส์ ก ข ค ง ว่าตรงกันก็วงกลมข้อนั้นเป็นคำตอบ ทำอย่างนี้ไปจนครบสิบข้อ

    นักเรียนห้องที่สอง - ครูคณิตศาสตร์คนนี้ตั้งโจทย์สมการยากมาก มีขั้นตอนในการคำณวนยาวกว่าทุกครั้ง นักเรียนทุกคนทำได้ไม่ถึงห้าข้อก็หมดเวลา ดังนั้นข้อที่เหลือจึงต้องวงคำตอบโดยไม่ต้องคิด อาจจะฟลุ้กถูกไม่มากก็น้อย

    #ครูท่านนี้ - จงใจให้คำตอบห้าข้อแรกมีคำตอบ = 0 ทำให้มีนักเรียนหลายคนเลือกวงคำตอบ 0 ทั้งหมดสิบข้อ เพราะเดาใจอาจารย์ว่าอาจเล่นตลก คิดโจทย์ให้ถอดสมการแล้วได้ 0 ทุกข้อ

    เรื่องเล่านี้ไม่ได้เฉลยว่าคำตอบอีกห้าข้อที่เหลือครูท่านนี้เจตนาให้ = 0 กรือเปล่าครับ แต่ถามว่าการหาคำตอบด้วยการคำณวนนั้น ต้องถอดสมการทีละบันทัดไปเรื่อยๆจนสุดท้ายจึงได้คำตอบนั้น เป็นวิธีเดียวใช่ไหม?

    ผู้ถามเชื่อว่าไม่มีใครตอบได้ว่ามันจะมีวิธีอื่นใดนอกจากการแก้โจทย์โดยแสดงวิธีทำตามที่เรียนมาเป็นลำดับ แต่นักคณิตศาตร์อัจฉริยะที่ชื่อรามานุจัน เขาไม่ได้หาคำตอบด้วยวิธีการดังกล่าวเลย

    การเรียนธรรมะเพื่อความหลุดพ้นของคนสมัยนี้ เป็นการถอดสมการแบบคณิตศาสตร์ไหม? สุดท้ายจะได้คำตอบ = 0 หรือ สุญญตา ทุกๆข้อ ดังนั้นจึงมีพวกหัวหมอเอาสุญญาตาเป็นคำตอบสุดท้าย

    โลกียปัญญามีวิธีคิดเป็นขั้นตอนตามลำดับ123 สมองเราทำความเข้าใจเรื่องต่างๆแบบหนึ่งต่อหนึ่งต่อๆกันไป ไม่สามารถเริ่มตรงที่3ข้ามไป7ข้ามไป9ได้ และเมื่อมันผิดในขั้นใดขั้นหนึ่งระหว่างทาง สุดท้ายจะได้คำตอบที่ผิด

    เมื่อไปดูช้อยส์คำตอบแล้วไม่ตรงสักข้อจะทำอย่างไร?

    นักเรียนห้องที่สาม - ครูท่านเดิมแกล้งให้คำตอบผิดหมด โดยมีข้อ ก = 0 ทุกข้อ ซึ่งก่อนหน้านั้นมีการปล่อยข่าวล่วงหน้าว่าคำตอบข้อสอบชุดนี้ = 0 หมด ทำให้มีนักเรียนหลายคนวงเลือกข้อ ก ทั้งสิบข้อ

    กลายเป็นว่าการเรียนห้องที่สามคำณวนมาทั้งเทอม ไม่มีใครไปโต้แย้งครูเลยว่า ข้อสอบชุดนี้ไม่มีคำตอบใดถูก เช่นเดียวกับการสอบทฤษฎีดนตรีไม่มีใครตอบได้ถูกทุกข้อ จากหนึ่งร้อยข้อยังมีบางคนผิดมากว่าครึ่ง

    นักดนตรีที่ไม่ได้เรียนดนตรีในระบบ ย่อมทำข้อสอบชุดนี้ไม่ได้ เพราะอ่านคำถามแล้วแทบจะไม่รู้เรื่องเลยว่าพูดถึงอะไร แม้จะถามว่าเพลงที่กำลังเล่นอยู่อธิบายได้ไหมว่ามันมาได้ยังไง?

    การตอบไม่ได้ว่ามันมีที่มาอย่างไร ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เข้าใจดนตรี

    เขาเล่นเพลงมาเป็นร้อยเพลงโดยไม่มีโน้ตให้ดู ไม่เคยสนใจรู้ว่าผู้แต่งเพลงคิดคำณวนโน้ตแต่ละเสียงด้วยวิธีใด นักดนตรีที่อ่านโน้ตไม่ได้มากมายบรรเลงออกมาถูกต้องตามทฤษฎีได้อย่างไร?

    บางคนผลิตผลงานเพลงจนมีคนชื่นชอบไม่รู้กี่เพลง โดยที่ศิลปินคนนี้ไม่เคยเรียนดนตรีในระบบ เขาร้องประสานกับเพื่อนได้โดยไม่ต้องนึกว่ามันใช้ขั้นคู่อะไรบ้าง ร้องได้โดยไม่มีใครสอน

    ในขณะที่อาจารย์แดงมีความรู้ทฤษฎี สามารถทำข้อสอบหนึ่งร้อยข้อได้หมด แทบจะร้อยเปอร์เซนต์ถ้าทดสอบหลายๆครั้ง แล้วผลงานที่สร้างชื่อสักเพลงมีไหม? ไอ้ที่เคยช่วยใครเขาทำมันไม่ดังเพราะมันเชย!

    เรียกว่ากระจอกก็ได้ รู้วิชาการมากแต่ผลงานหมาไม่แดก ไม่นับว่าเก่งจริงหรอก 555 ขอจบแบบกระตุกจิตกระชากใจครับท่านผู้เจริญทั้งหลาย!

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ฉลาดเกมส์โกงครับ

      ลบ
    2. ก่อนที่พระสัมมา พุทธเจ้า
      จะสอนเราได้นั้น ทรงลำบาก
      หาคำตอบความจริง จนประจักษุ์
      จึงมีมรรคองค์ 8 เป็นหนทาง

      อาจารย์แดงนั้นเก่ง มาจากไหน
      บอกใครๆให้เลิก ทำทุกอย่าง
      จบกิจได้ง่ายกว่า เพียงแค่ฟัง
      ทั้งที่ยังแสดง ด้วยอัตตา

      ไม่เอาศีลอย่างพระ ไร้สติ
      สมาธิไม่เอา ไร้ปัญญา
      จึงหลงคิดฟุ้งซ่าน อหังการ์
      เปรียบตนพาหิยะ บรรลุธรรม

      ปิดคอมเม้นต์ในช่อง ยูทูปตน
      เพราะอับจนเขาแย้ง สิ่งที่ทำ
      เพราะสักแต่ว่ารู้ ที่พูดย้ำ
      ตนเองทำไม่ได้ นั่นปะไร

      จิตเที่ยงแท้ไม่ใช่ คำสอนแท้
      ลัทธิแก้จึงขัด ไตรลักษณ์ไง
      อนิจจังทุกขัง ทรงสอนไว้
      รู้กันไหมว่าแย้ง อนัตตา

      ภาวนาไม่ทำ ไร้มรรคผล
      กิเลสตนยังมี สร้างตัณหา
      สังโยชน์ยังไม่ขาด บังอาจกล้า
      ประกาศว่าจบกิจ อรหันต์

      by: GURU กูรู้ กูเรียน

      ลบ
    3. เป็นครูเล่นกีต้าร์ วาจาแปลก
      โวหารแหกกฏสอน เรื่องธรรมะ
      ว่าปัญญาคือคิด มากโมหะ
      ปรามาสพระทรงศีล ทะนงตน

      สอนมักง่ายเมื่อคิด รู้ว่าคิด
      รู้ว่าจิตปรุงแต่ง จะหลุดพ้น
      ใช้สมองปล่อยวาง ใช่มรรคผล
      เพียงหลอกตนให้สัก แต่ว่ารู้

      ตัวตัณหาเราเห็น ทุกความผิด
      แต่ว่าจิตยึดมั่น ถือมั่นอยู่
      ห้ามไม่ได้เราเป็น เพียงคนดู
      ทั้งจิตกูกายกู แค่อัตตา

      ห้ามความแก่ความเจ็บ และความตาย
      ห้ามจิตใจไม่คิด ได้ไหมหว่า
      ไม่ใช่เรานั่นไง อนัตตา
      ใยบอกว่าคิดจบ จบกิจเลย

      กายยังทุกข์ใจยัง ไม่พ้นทุกข์
      ยังติดคุกความคิด แกล้งเฉยเมย
      ไม่เจริญสติ จึงพล่ามเอ่ย
      อวดเฉลยตัวตน บรรลุธรรม

      ละสักกายทิฏฐิ ยังไม่ได้
      เชื่อว่าตายมีเรา เต็มปากคำ
      ไม่อยากเกิดให้ฟัง ไม่ต้องทำ
      ที่พูดย้ำขัดกับ อนัตตา

      by: GURU กูรู้ กูเรียนมา

      ลบ
    4. จิตภายในมีโลก คู่ขนาน
      ตัวตนนั้นเป็นตัว นามธรรม
      กายภายนอกมีโลก รูปธรรม
      ช่วยตอกย้ำเป็นกู เป็นของกู

      โลกความคิดเชื่อมโยง คนทั้งหลาย
      กับเครือข่ายสื่อสาร ได้รับรู้
      โลกความจริงอีกอัน แยกกันอยู่
      มันถูกรู้โดยเรา ทั้งใจกาย

      พุทธองค์ทรงสอน ให้พ้นทุกข์
      เคยเห็นคุกความคิด ขังเราไหม
      ทั้งตัวตนร่างกาย และจิตใจ
      ตัวตนใดติดคุก เป็นทุกข์ยิ่ง


      จิตดิ้นรนอยู่ใน โลกความคิด
      เพราะยึดติดเรื่องราว แต่ละสิ่ง
      การปล่อยวางด้วยคิด จิตไม่ทิ้ง
      วางไม่จริงไม่เกิด มรรคผลใด

      โลกภายในคือโลก ของขันธ์ 5
      ด้วยอัตตาตัวตน ยึดถือไว้
      เมื่อใดคิดจึงหลง ฟุ้งซ่านไป
      ว่างแต่ไม่รู้ตัว จึงแตกต่าง

      เอกายนมรรค ศีลสติ
      สมาธิปัญญา เป็นหนทาง
      ทำวิปัสสนา จนกระจ่าง
      ตัวตนว่างวางจิต นิพพานเอย

      by: ของฝาก นักก็อป

      ลบ
  2. คำพูด น้ำเสียง สีหน้า แววตา การแสดงออก
    บ่งบอกว่ามีตัวตนหรือไม่ สังเกตดูย่อมรู้ได้
    แม้ปากจะพูดว่าไม่มีตัวตน ไม่มีเราก็ตาม
    เพราะของจริงไม่ได้อยู่ที่อ้างพุทธพจน์
    แต่อยู่ที่ว่ายังมีตัวตนอยู่หรือไม่ต่างหาก

    ตอบลบ
  3. พากเพียรมามากมายเพื่อให้ถึง 0
    0 เป็นจุดเริ่มต้นที่หลายคนนึกว่าจบ

    ตอบลบ
  4. เรื่องแรกที่เพื่อนสหธรรมิก #กลุ่มวิจัยธรรม ถกเถียงกันแบบเอาเป็นเอาตายคือ การรู้จักสักกายทิฏฐิของแต่ละคน

    1. สักกายทิฏฐิอันมาจากความเชื่อว่าตายแล้วเกิด ยึดมั่นว่า #มีเราไปเกิด ไปรับกรรมหลังจากตาย = สัสสตทิฏฐิ - มีตัวตนเที่ยงแท้คงอยู่ (อัตตา)

    2. สักกายทิฏฐิอันมาจากความเชื่อว่าตายแล้วสูญ ยึดมั่นว่า #ไม่มีเราไปเกิด ไปรับกรรมหลังจากตาย = อุจเฉททิฏฐิ - ไม่มีตัวตนเที่ยงแท้คงอยู่ (นิรัตตา)

    เป็นธรรมดาสำหรับคนที่เห็นจิตเป็นดวงเดียว (สันตติไม่ขาด) ปุถุชนทั่วไปมักจะเชื่อว่ามีจิตมาอาศัยร่างกายอยู่ แม้จะเห็นร่างกายตนเปลี่ยนแปลงจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ แล้วแก่ลงไปแต่จิตไม่แก่ รู้สึกว่าจิตเป็นดวงเดียวดวงเดิมมาตั้งแต่จำความได้ จนถึงปัจจุบันไม่เคยเห็นจิตเกิดดับ เมื่อแสดงความคิดเห็น พวกหนึ่งก็เสนอว่า จิตดวงเดียวนี้ตายแล้วไปเกิด กับอีกพวกหนึ่งเสนอว่า จิตดวงเดียวนี้ตายแล้วดับสูญ

    เป็นสักกายทิฏฐิของคนที่ไม่ได้สนใจธรรมะ มีความคิดไม่ซับซ้อนอย่างพวกอ่านมากฟังมาก

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. 0 เป็นจุดเริ่มต้นอย่างไร ไปอ่านมาแล้วครับ

      ลบ
  5. ไม่ระบุชื่อ29/10/65

    ตถตาเป็นของมันอย่างนี้มานาน
    นานมากจนลืมถึงที่มาที่ไป

    ตอบลบ

แสดงความคิดเห็น