11.10.65 ทั้งตัวตนที่เป็นรูปกายและตัวตนที่เป็นนามกายมันไม่ใช่เรา การเจริญสติปัฏฐานเพื่อให้เห็นรูปธรรมและนามธรรมเป็นไตรลักษณ์ จึงละอุปาทาน 4
มีคนขอให้ช่วยสรุปการเสวนาที่ผ่านมาสำหรับผู้ไม่ได้เข้าร่วมเสวนา อันดับแรกคือเรื่อง "มังกรทลายฟ้า-เจี๊ยะพั่วเทียน" และ "กระบี่นางพญา-อาแช" เพื่อให้เพื่อนสหธรรมิกตระหนักต่อความปรุงแต่ง 2 อย่างคือ ความปรุงแต่งของภาษากับความปรุงแต่งของความคิด เป็นอุปสรรคของชาวยุทธหรือผู้บำเพ็ญภาวนา
ตอบลบแต่ละคนที่อ่านและฟังคำสอนครูบาอาจารย์ แม้จะใช้ภาษาหรือใช้ตรรกะง่ายๆอย่างไร แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะรู้แจ้งแทงตลอดได้อย่างพระอริยะผู้เห็นด้วยธัมมานุปัสสนา เพื่อนสหธรรมิกแต่ละคนจึงมีภูมิจิต ภูมิธรรมได้ไม่เท่ากัน แม้จะยกคำสอนครูบาอาจารย์มาพูดได้เหมือนกัน การถ่ายทอดคำพูดขยายความแต่ละคนไปยังผู้อื่น เป็นการเพิ่มปริมาณความปรุงแต่ง อุปมาว่ามีกระบี่ ดาบ ทวน มีดสั้น และสารพัดอาวุธให้เลือกเรียนรู้มากเกินความจำเป็น
ไม่ต้องพูดถึงแต่ละสำนักที่มีลูกศิษย์ทั้งในอดีตและแตกหน่อออกมาในอนาคต มากจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นของจริง มีแก่นแท้เหลืออยู่สักกี่เปอร์เซนต์ แล้วก็โต้เถียงกันเรื่องเดิมๆ ประโยคคำพูดเดิมๆจากรุ่นสู่รุ่น ปริมาณขยะเหล่านี้เหมือนกับกองขยะที่ทับถมกันมหาศาล ทำให้คนรุ่นต่อไปหาเพชรไม่เจอ เหมารวมว่าคำสอนของทุกครูบาอาจารย์เป็นเรื่องปรุงแต่ง เป็นขยะที่ไม่มีค่าอะไร เผาทิ้งเสียให้หมด ไม่ต้องนับถือศาสนาอะไรยังดีกว่า
อันดับต่อมาก็คือเรื่อง "ความว่าง" ไม่ว่าจะอิงคำสอนฮวงโปหรืออาจารย์พุทธทาส ย่อมถูกความปรุงแต่งของภาษากับความปรุงแต่งของความคิดทั้งนั้น เป็นดาบสองคมที่ให้ผลร้ายมากกว่าผลดี เพราะความเข้าใจตื้นๆ รู้ด้วยปรีชาญาณ(intellect)อย่างที่เพื่อนสหธรรมิกพบเจอในโซเชี่ยล คนเหล่านี้ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่จะส่งต่อธรรมะไปยังลูกหลาน จุดยืนที่เราทำอยู่ต้องชัดเจนคือการสร้างจุดเชื่อมต่อแสงเทียนหรือไฟตะเกียงไว้
ประเด็นต่อมาคือ "โอปนยิโก" ดูตัวเองให้แจ่มแจ้งแล้วจะเห็นความจริง เพราะคนอื่นเขายึดถือตัวตนภายนอกจึงพอกเปลือกให้ตัวตนภายในว่าเป็นผู้คิด ผู้พูด ผู้กระทำ แต่เราเห็นทั้งตัวตนภายนอกและตัวตนภายในนั้นมันถูกรู้โดยเรา มันมีเหตุมีผลที่เรากับเขาสัมพันธ์กันทางกรรม สัญญาไม่ใช่ความจำของสมอง จิตของมนุษย์เชื่อมต่อกับสัญญาในอดีต แม้เราจะจำไม่ได้เช่นพ่อแม่หรือบรรพบุรุษเราทำกรรมอะไรไว้บ้าง แต่ข้อมูลทั้งหมดมันเชื่อมต่อกับจิตของทุกคน จิตของเราและเขาต่างก็มีกรรมในอดีตร่วมกัน
ดังนั้นเราหรือเขาคือด้านหนึ่งของเหรียญที่มีอายุขัยจากเกิดจนตาย แต่อีกด้านของเหรียญนั้นจิต(อมตะ)ในอดีตไม่มี จิตอุปมาเหมือนกระแสคลื่นความถี่ที่ไปเชื่อมต่อกรรม กรรมในอดีตเป็นอนัตตาโดยหลักอิทัปปัจจยตา ทำให้สิ่งทั้งหลายประกอบขึ้นมาเป็นเราในปัจจุบัน ทั้งตัวตนทางกายและตัวตนทางใจ เราก็คือพัดลมที่ประกอบขึ้นมาและหมุนได้เพราะมีกระแสไฟหรือจิตไปเชื่อมต่อกับแหล่งพลังงาน
การตอบคำถามในประเด็น "ตายแล้วเกิดกับตายแล้วสูญ" เป็นมิจฉาทิฏฐิเพราะติดในความเชื่อว่าจิตเป็นดวงวิญญาณเที่ยงแท้อย่างศาสนาอื่น เป็นปรัชญาจิตนิยมที่มีมาก่อนพุทธกาลและครอบงำชาวพุทธในปัจจุบันด้วย แต่การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเห็นความจริงด้วยญาณสัพพัญญู พระองค์พบว่าจิตไม่ใช่สิ่งที่เป็นตัวตนอย่างนั้น พูดให้คนยุคนี้เข้าใจง่ายๆว่า จิตไม่ได้ต่างกับสัญญาณโทรศัพท์หรือสัญญาณอินเตอร์เน็ต มันเชื่อมต่อเราจากด้านหนึ่งของเหรียญไปยังอีกด้านหนึ่งของเหรียญ(กรรมของเผ่าพันธุ์)
อันดับสุดท้ายคือ "การสลาย#กลุ่มวิจัยธรรม" เพื่อนสหธรรมิกทั้งเก่าและใหม่ ทั้งที่รู้จักกันเป็นการส่วนตัวและไม่เคยพบหน้ากัน ต่างมีวาสนาต่อกันที่ได้มาส่งเสริมกันและกันให้เดินบนเส้นทางแห่งมรรคผลนิพพาน ต่างมีปัจจัยในการดำเนินชีวิตไม่เหมือนกัน มีกรรมและวิบากเฉพาะบุคคล การแยกจากกันในเวลาที่เหมาะสมเป็นเรื่องที่ควรทำ การมีตัวตนเป็นที่รู้จักของใครนั้นไม่ยาก แต่การหายสาปสูญของตัวตนนั้นจะยากขึ้นตามกาลเวลา ทำสิ่งที่ควรทำทิ้งไว้แล้วไปโดยเร็ว ธรรมะจัดสรรทุกสิ่งได้ถูกที่ถูกเวลาเสมอ
แม้ไม่มีเราเกิดมาทำหน้าที่ใดเลย หน้าที่นี้ก็ยังมีผู้อื่นที่เกิดมาทำอยู่ดี
@DECEM1997
+1
ลบหลักการพื้นฐานทางปรัชญาวิทยาศาสตร์ขัดแย้งอย่างถึงรากเหง้ากับประเพณีวิทยาศาตสตร์ทางตะวันตก แต่สอดคล้องกับแนวคิดของตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธศาสนา
ตอบลบในท่ามกลางบริบทสังคมโลกที่ประสบปัญหาการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนรากฐานความคิดแบบวิทยาศาสตร์กระแสหลัก นั่นคือวิธีคิดในการหาความจริงแบบลดทอนหรือแยกส่วน และวิธีคิดแบบใฝ่ปรารถนาที่จะเอาชนะธรรมชาติ วิธีคิดแบบนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมตะวันตกว่าเป็นรากฐานที่มาของการครอบงำธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ขณะที่สังคมตะวันตกกำลังประสบปัญหาความติดตันของวิธีคิดแบบเดิมและกำลังแสวงหาฐานความคิดแบบใหม่อยู่นั้น ได้มีนักคิดชาวตะวันตกและนักชาวพุทธไทยบางท่านพยายามนำเสนอกระบวนทัศน์เชิงพุทธขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกในการหาทางออกให้กับสังคมโลก
นักคิดชาวตะวันตกที่ถือว่ามีบทบาทโดดเด่น คือ ฟริตจ๊อฟ คาปร้า เขาได้เสนอกระบวนทัศน์แบบองค์รวมบนรากฐานของวิธีคิดแบบฟิสิกส์ใหม่ หรือควอนตัมฟิสิกส์ โดยพยายามเชื่อมโยงให้เห็นความสอดคล้องกันกับวิธีคิดแบบองค์รวมของตะวันออก เช่น วิธีคิดแบบเต๋า และแบบพุทธศาสนา เป็นต้น
ท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ท่านได้ชี้ให้เห็นความผิดพลาดของการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนฐานของวิธีคิดแบบตะวันตกเช่นเดียวกับฟริตจ๊อฟ คาปร้า และได้เสนอวิธีคิดแบบองค์รวมแนวพุทธ แนวคิดแบบองค์รวมที่ท่านเสนอ คือ การพัฒนาที่ต้องให้เกิดดุลยภาพระหว่างชีวิต สังคม และธรรมชาติ
ที่มาของความขัดแย้งในยุทธภพคืออะไร?
ตอบลบที่มาของการโต้เถียงในสื่อโซเชี่ยลคืออะไร?
ในความเห็นผมน่าจะเป็นเพราะอัตตาตัวตนครับ ความยึดมั่นในความคิดที่มีความเป็นเราอยู่เบื้องหลัง เพราะยังไม่รู้แจ้งว่าขันธ์ห้าไม่ใช่เรา
ลบการแยกจิตเป็นผู้รู้เท่านั้นจึงจะละทิ้งตัวตนได้จริง ตราบใดที่เรากับตัวตนยังเป็นสิ่งเดียวกัน ความรู้ธรรมะที่สะสมมากมายก็ใช้สนองตัวตน หลงตัวเองว่าบรรลุธรรม สอนสัทธรรมปฏิรูปที่บิดเบือน ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้คือพัฒนาจิตผู้รู้ขึ้นมาเรียนรู้ความจริง เห็นไตรลักษณ์ เกิดมรรคผล เป็นพุทธแท้ให้ได้ก่อน อย่าด่วนไปสอนใคร
ลบความเชื่อว่าจิตมีดวงเดียวออกจากร่างได้ มีอยู่ในชนทุกชาติทุกศาสนา ศาสนาผีจึงเป็นศาสนาเก่าแก่ที่สุด และพัฒนาเป็นศาสนาที่เชื่อเรื่องเทพเจ้า มีพระเจ้าและแดนสวรรค์ มีสถานที่หลังความตาย
ลบแม้วิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าเพียงใด แต่การทำให้มนุษย์ฟื้นจากความตายไม่เคยทำได้ มีแค่เรื่องเล่าที่แต่งเติมราวกับเป็นจริงเท่านั้น การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้ามีสำคัญคือ พระองค์ทรงได้อธิบายโลกภายในของมนุษย์อย่างมีเหตุมีผล มีตัวตนนามธรรมชนิดต่างๆ มีภพอันสร้างขึ้นโดยจิตหลายแบบ ซึ่งผ่านมาสองพันกว่าปีแล้ววิทยาศาสตร์ก็ยังไม่มีเครื่องมือพิสูจน์
ลบการอ้างพุทธทาส อ้างพุทธธรรม และหลักวิทยาศาสตร์เพื่อหักล้างพระไตรปิฎกอย่างมีนัยยะ มีเป้าหมายเกี่ยวข้องกับเกมการเมือง เป็นไปตามทฤษฎี "ตาอินกับตานา" โดยมี "ตาอยู่" คือมหาอำนาจตะวันตกเป็นผู้อยู่เบื้องหลังมายาวนาน ความคิดของคนรุ่นใหม่ไม่เอาความคิดของคนรุ่นเก่าในปัจจุบัน บ่งบอกว่ารากเหง้าความเป็นไทยจะสิ้นค่าในอนาคต
ลบ😉
ลบขอบคุณครับ
ลบประสบการณ์เฉียดตายทำให้ได้เห็นสถานที่ไม่เคยไป ไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของร่างกายมีแต่ความรู้ตัวของจิต เช่นเดียวกับการรู้ตัวว่ากำลังฝันแต่ขยับร่างกายไม่ได้ เป็นเรื่องราวบอกเล่ามากมายนับไม่ถ้วนทั่วโลก จากยุคก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน หรือบางคนมาพบสถานที่นั้นภายหลังในโลกความจริง
ตอบลบระหว่างไสยศาสตร์เชื่อว่ามีตัวตนหลังความตาย กับพุทธศาสตร์ที่สอนว่าไม่มีตัวตนหลังความตาย เป็นเรื่องโต้เถียงมายาวนาน ต่างอ้างประสบการณ์ของตนแตกต่างกัน
ตอบลบพุทธปนผี พุทธปนเทพเจ้า งอกงามได้ดีในวัฒนธรรมไทย เป็นเปลือกที่ทำให้พุทธแท้อยู่ได้ ครูบาอาจารย์ในอดีตท่านไม่ได้รังเกียจความเชื่องมงาย จนกระทั่งยุคอินเตอร์เน็ตมีคนพยายามด้อยค่าศาสนาพุทธ ด้อยค่าครูบาอาจารย์ ดุจเดียวกับการด้อยค่าสถาบันด้วยอคติอันมาจากคนคลั่งการเมือง แบ่งแยกคนคิดต่างเห็นต่างให้เป็นศัตรู ลบหลู่สิ่งที่อีกฝ่ายศรัทธา
ตอบลบคนรุ่นต่อไปเสพสื่อออนไลน์เป็นชีวิตจิตใจ ใช้ชีวิตมีตัวตนในโลกเสมือนไปจนตาย จึงยากที่จะตื่นจากฝันยิ่งกว่ายุคใดสมัยใด มันไม่ใช่เรื่องที่เกิดโดยบังเอิญ ทุกเหตุการณ์ดำเนินไปตามบทที่เขาเขียนไว้ ผู้นำแต่ละประเทศเป็นเพียงตัวละครที่ทำตามคำสั่ง ไม่ว่าเราจะชอบใครไม่ชอบใคร มันก็เป็นเพียงละครลวงโลก
ตอบลบการถอยห่างออกมาจากโลกโกหกแล้วดูจิตใจตัวเอง ใช้คำสอนแท้ๆของพระพุทธเจ้ามาหาความจริง คือทางเดียวที่จะหลุดพ้นจากการเป็นทาสอารยธรรมใหม่ ทำให้สิ้นสุดสังสารวัฏได้ด้วยตนเอง
ตอบลบ😉
ตอบลบขอบคุณครับ
ตอบลบตถตาเป็นของมันอย่างนี้มานาน
ตอบลบนานมากจนลืมถึงที่มาที่ไป
+1
ลบ