The one หมายถึงผู้สามารถเข้า-ออกระบบ matrix ได้ โดยมี Fritjof Capra เป็นผู้ชี้ให้เห็นความไม่สมจริงของนักคิดทั้งหลายอันมาจากเหตุผลนิยมแบบ René Descartes
"Master colonies" are those who connect the network of intuition. Own wisdom of tecnology, behind the control everything. "Slave colonies" are those who connect the network of intelligence. They are a slave of knowledge in head, living unaware of life " Anyone who is enlightened can escape is "The one"
ถ้า "ไม่มีเรา" แล้วใครเป็นผู้รับผิดชอบการกระทำ ถ้าตัวตนที่ทำกรรม "ไม่ใช่เรา" แล้วใครรับวิบาก เป็นคำถามที่ผู้ถามฟังคำตอบแล้วใช่จะเข้าใจได้ง่ายๆ
ตอบลบ"เพราะฉันคิด ฉันจึงมีอยู่" เป็นประโยคเด็ดของ ปรัชญาเหตุผลนิยม ซึ่งกล่าวโดย เรอเน่ เดการ์ต ด้วยเชื่อว่าเราคือฉันในความคิด ความเป็นบุคคลในใจ มาจากความยึดมั่นตัวตน ที่ประกอบด้วยรูปและนามรวมกัน สามารถระลึกได้ว่าเป็นฉัน เมื่อฉันคิด ฉันพูด ฉันกระทำ ล้วนเป็นจริง มีอยู่จริง เฉพาะตอนมีชีวิต รับรู้เรื่องราวในสมองที่กำลังคิด
ต่างกับปรัชญาจิตนิยม ที่เชื่อว่าเราคือสิ่งหนึ่งที่เป็นอมตะ มาอาศัยอยู่ในร่างกายอันเป็นรูป
เราในคำสอนฮินดูเป็นตัวตนนามธรรม ตายแล้วออกจากร่างเก่าไปอาศัยร่างใหม่ เหมือนการเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่ในคำสอนพุทธไม่ได้สอนแบบนั้น ไม่มีตัวตนนามธรรมอันเป็นเรา คงอยู่หลังจากตาย (ตายแล้วเกิด) และไม่ได้สอนอย่างปรัชญาเหตุผลนิยมว่า เราในความคิดเป็นตัวตน ซึ่งมีชีวิตเดียว (ตายแล้วสูญ)
จะตายแล้วเกิด จะตายแล้วสูญ พระพุทธเจ้าถือเป็นมิจฉาทิฏฐิ
สิ่งที่เป็นรูปอาศัยธาตุจาก พ่อ แม่ จึงเกิดมา แล้วอาศัยธาตุจากนม จากอาหารทำให้เติบโต ความเป็นตัวตนอันเป็นรูปธรรมพัฒนาขึ้น โดยเปลี่ยนธาตุที่มาจากสัตว์ จากพืช กลายเป็นอวัยวะต่างๆ เมื่อย้อนกระบวนการกลับไป ชีวิตมนุษย์หนึ่งคนเป็นสิ่งเดียวกับห่วงโซ่อาหารทั้งหมด ดังนั้นรูปที่เรามองเห็น เกิด แก่ เจ็บ ตาย แปรเปลี่ยนตลอดเวลา
เป็นเหมือนมายาที่เสื่อมสลายไปในที่สุด
สิ่งที่เป็นนามได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นปรากฏการณ์ในใจมนุษย์ ที่ถูกรู้โดยจิตถึงความมีอยู่ ถึงลักษณะเฉพาะอันไม่เหมือนกัน เราเรียนรู้เรื่องรูปกับเรื่องนามอย่างนี้ จากการอธิบายด้วยภาษาพูด หรือภาษาเขียนก็ตาม สามารถนึกเอาจากความจำประกอบ หรือฝึกวิปัสสนาใช้สติปัฏฐานดูสภาวะธรรมของจริง จะเห็นว่าทั้งรูปและนาม มันไม่ใช่เรา
ไม่มีเราเป็นสิ่งใด เพราะทุกสิ่งถูกรู้โดยเรา
แต่พุทธไทยส่วนมากกลับเชื่อว่าจะตายแล้วเกิด เชื่อว่ามีเราเป็นตัวตนนามธรรมหลังจากตาย จึงถูกเรียกว่าเป็นพุทธปนศาสนาผี พุทธปนศาสนาพราหมณ์ เพราะคนไทยรุ่นใหม่เชื่อว่าตายแล้วสูญ ด้วยยึดเอาความเป็นบุคคลในความคิดคือเรา เพราะพวกเขาเห็นแต่พุทธปลอม พุทธพานิชที่มีดาษดื่น และเหมารวมว่าศาสนาพุทธเป็นเครื่องมือให้คนเอาประโยชน์ ใช้เรื่องโกหกหลอกลวงมอมเมา
แม้แต่ประวัติของพระพุทธเจ้าก็ไม่ต่างกับนิทานหลอกเด็ก
การจะรู้ได้ว่าเราของศาสนาพุทธ ไม่ใช่ตัวตนตามนิยามศาสนาอื่น ไม่ใช่ตัวตนตามนิยามปรัชญาวิทยาศาสตร์ ต้องได้พบศาสนาพุทธของจริงด้วยตนเอง พิสูจน์ด้วยตนเองให้ได้ ตราบใดที่ยังไม่มีจิตผู้รู้ แยกมาเห็นรูปไม่ใช่เรา นามไม่ใช่เรา อย่างไรก็ไม่พ้นการมีตัวตน ยึดมั่นความเป็นเรา การกระทำ การพูด การคิด มันมาจากเราทั้งหมด
คนที่ไม่มีวิปัสสนาญาณจึงไม่รู้ว่า "กรรมจากบรรพบุรุษ มาพ่อแม่ตัวเรา ไปยังลูกหลาน" เป็นกรรมของเผ่าพันธุ์ได้อย่างไร
ดังนั้น ถ้า "ไม่มีเรา" แล้วใครเป็นผู้รับผิดชอบการกระทำ ถ้าตัวตนที่ทำกรรม "ไม่ใช่เรา" แล้วใครรับวิบาก คนที่ฟังคำตอบดังกล่าว อาจจะเกิดสัมมาทิฏฐิ หรืออาจเกิดมิจฉาทิฏฐิก็ได้
ขอบคุณครับ
ลบ+1
ตอบลบคนที่ไม่ภาวนาจนมีจิตเป็นผู้รู้ - ขันธ์ทั้ง 5 เป็นสิ่งที่ถูกรู้
ตอบลบย่อมมีสักกายทิฏฐิยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวตนเป็นเราจนตาย
เรา = ตัวตนปลอมๆในโลกความคิด - ไม่เชื่อว่ามีชาติหน้า
เรา = ตัวตนอมตะมาอาศัยร่างกายอยู่ - เชื่อว่ามีชาติหน้า
เป็นความเห็นผิดเข้าใจว่าจิตเป็นดวงเดียว(สันตติไม่ขาด)
การเจริญสติปัฏฐานเพื่อให้เห็นอนัตตา - ตัวตนไม่ใช่เรา
เห็นจิตเกิดดับเห็นจิตเป็นตัวทุกข์ไม่อยู่ในอำนาจบังคับ
ขอบคุณครับ
ตอบลบ+1
ตอบลบ"สภาวะนิรันดร์" ของพวกเล่นฌานมีมาก่อนศาสนาพุทธ ไม่ว่าจะเป็นพวกพราหมณ์หรือพวกเต๋า ต่างเข้าฌานกันจนพบสภาวะนิรันดร์ได้ไม่ยาก (แต่ก็ใช้เวลาฝึกอยู่นาน) ตอนเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบวชเป็นมุนีไปเรียนกับฤาษีก็เพื่อให้บรรลุ "สภาวะนิรันดร์" ซึ่งพระองค์ก็ทำได้เร็วกว่าใคร จนถึงขั้นสูงสุด พบกับความว่าง ความดับที่เชื่อว่าเป็นนิโรธ ที่คนดังยุคนี้หลายคนคิดว่าเป็น "สภาวะนิพพาน" และพาลนึกเอาว่าเป็นสถานที่นอกตัวเรา ตามที่ได้ยินได้ฟังมาว่ามี "เมืองนิพพาน" อยู่จริง
ตอบลบไม่ว่าจะเชื่อว่ามีแดนนิพพานหลังความตายหรือไม่ นักปฏิบัติยุคดิจิตอลก็ยังเชื่อว่ามี "สภาวะนิรันดร์" เมื่อฟังจากคลิปคนดัง แม้คนเหล่านี้จะไม่ได้เล่นฌานจนชำนาญ แต่ก็ทำบางอย่างที่เป็นสมาธิแบบเพ่ง จนครั้งหนึ่งได้พบกับ "สภาวะนิรันดร์" และน้อยคนที่จะทำครั้งที่ 2-3 ได้ การเข้าใจผิดว่าเป็น "สภาวะนิพพาน" จึงไม่ต่างกับพวกพราหมณ์หรือพวกเต๋า รวมทั้งคนเคยตายแล้วฟื้น ต่างเชื่อว่าเรามีตัวตนหลังความตาย ไปสถานที่ซึ่งเป็นสวรรค์ นรก และแดนนิพพาน
ผลของการเข้าฌานเช่นนี้พระอริยบุคคลมีสติกำกับ จะแยกจิตกับสัญญาได้ รู้ว่าปรากฏการณ์เป็นสังขารปรุงแต่งของจิตอันมาจากสัญญา แต่คนดังเหล่านั้นไม่มีจิตผู้รู้มาก่อน ไม่เห็นความสำคัญของจิตผู้รู้ จิตจึงไหลไปกับปรากฏการณ์เหมือนคนตกน้ำ ไม่ได้มีสติเป็นผู้ยืนดูอยู่ริมแม่น้ำ มีกายก็เหมือนไม่มี เหลือแต่จิตที่อยู่ในความฝัน ไม่รู้ว่ากำลังฝัน เมื่อรู้สึกตัวมีกายแล้วกลับเชื่อว่าสถานที่ในความฝันมีอยู่จริง ทั้งๆที่ไม่เคยมีอยู่มาแต่ไหนแต่ไร
คนที่มั่นใจและปฏิเสธดินแดนหลังความตายอย่างนี้คือเจ้าชายสิทธัถตะ พระองค์เป็นกบฎต่อคำสอนพราหมณ์จนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ด้วยญาณสัพพัญญู บรรดาคนดังทั้งหลายไม่มีแม้แต่ญาณทัสสนะอย่างพระอรหันต์ เพียงมีประสบการณ์พบ "สภาวะนิรันดร์" ที่มีมาก่อนพุทธกาล เป็นที่มาของปรัชญาจิตนิยม พาคนหลงผิดกันมามากมาย โดยไม่ตระหนักว่าสิ่งที่เห็นนั้นเห็นจริง แต่ไม่มีอยู่จริง การสอนให้ปฏิบัติเพื่อเอานิโรธ เอาความดับทุกข์อย่างนี้ ไม่ใช่พุทธแท้
+1
ลบส่วนเรื่องเจโตวิมุตติเป็นอีกเรื่องที่แยกกัน ผลแห่งฌานอันทำให้เกิดเจโตวิมุตติหลังจากเจอปรากฏการณ์ "สภาวะนิรันดร์" หรือไม่เจอก็ได้ จิตที่ทรงฌานนั้นจะว่างจากราคะ โทสะ แม้จะพบกับเรื่องอันเคยทำให้ร้อนรุ่มกลุ้มใจ แต่ไม่เป็นทุกข์ราวกับเป็นนิพพานปัจุบัน ในทางกลับกันเมื่อกำลังฌานหมดไปแล้ว ราคะ โทสะ กลับรุนแรงกว่าปรกติ จนถึงฆ่าล้างโคตรกันได้เลยทีเดียว ดังนั้นการเกิดเจโตวิมุตติอย่างโมกษะหรือนิรวาณ ประกอบด้วยฌานและโมหะ อย่างนี้ไม่ใช่นิพพานของจริง
ตอบลบนิพพานของจริงนั้นหมดสิ้นปัจจัยของการเกิดตัณหา ไม่ใช่การดับตัณหา อยากกินอะไรแล้วไม่ได้กินอย่างนั้นจึงเป็นทุกข์ จึงไปเล่นเกมจนลืมความอยาก แล้วสอนว่าการเล่นเกมคือวิธีดับทุกข์ เพราะไม่ได้หมดอยากด้วยการสนองตัณหา ไม่ได้ทรมานตนให้ทนความอยากทุกครั้ง การสาธยายเหตุปัจจัยด้วยหลักอิทัปปัจจยตา-ปฏิจจสมุปบาท ไม่ได้ช่วยให้ผู้พูดและผู้ฟังหมดสิ้นตัณหา ตราบใดที่การเกิดตัวตนทางกายและการเกิดตัวตนทางใจยังมีปัจจัยดำรงอยู่ นิพพานของผู้พูดและผู้ฟังย่อมไม่ปรากฏ ณ. ตอนนั้นเลย
พวกหนึ่งเพ้อฝันนิพพานจากความรู้ความเข้าใจในหัว พวกหนึ่งเคยเกิดเจโตวิมุตติก็เพ้อเจ้อนิพพานออกมาเป็นจริงเป็นจัง ลืมไปว่าจิตในขณะนั้นเป็นอย่างไร กำลังถูกตัวตนครอบงำให้ยินดีไปกับสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง โลภเอาแต่มรรคผลแต่การทำเหตุยังไม่สมควรแก่ธรรม ยังสะสมอินทรีย์ไม่สมบูรณ์ อาศัยปัญญาโลกๆ ความรู้จากตำรา พาให้คิดเข้าใจถูกบ้างผิดบ้าง ไม่ได้เกิดโลกุตรปัญญาอย่างพระอริยเจ้า ชวนกันปรุงแต่งนิพพานปลอมๆขึ้นมา เป็นการบิดเบือนคำสอนพระพุทธเจ้าด้วยความเขลา
การเกิดเจโตวิมุตติมีมากมายสารพัดเกินบรรยาย เป็นมิจฉาวิมุตติเสียมาก คนที่ได้สัมมาวิมุตติจริงหายาก อ้าปากบอกว่าบรรลุนิพพานอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งที่ยังหิวแสง ยังอยากอวดตน ยังเอาความเป็นพระอรหันต์มาสวมใส่ ยังต้องการคนเคารพกราบไหว้ ไม่ต้องพูดถึงคนที่โดนวิปัสสนูปกิเลสหลอก โดนนิมิตหลอก ต้นเหตุแท้ๆคือการสนองตัวตน ไม่รู้เท่าทันตัวตน ดังนั้นสอนให้เห็นตัวตน ไม่ไว้ใจมันตั้งแต่ต้นจึงปลอดภัยที่สุด เพราะถ้าหลงไปแล้วยากนักจะฟังใครเตือน
+1
ลบสรุปว่าอะไรที่มีอยู่ก่อนพุทธกาล ใช่ว่ามันจะหลอกคนยุคดิจิตอลไม่ได้ "สภาวะนิรันดร์" และ "มิจฉาวิมุตติ" พาให้เกิดความเชื่อผิดๆไปอย่างศาสนาอื่นได้เสมอ การเชื่อคนดังทั้งหลายโดยไม่หมั่นตรวจสอบจะเสียเวลาไปมาก กว่าจะรู้ความจริงก็อาจจะสายเกินไป ดังนั้นคนสอนธรรมะที่อวดว่ากูเก่ง กูดีกว่า มีลูกศิษย์อวดว่าเก่ง อวดว่าดีกว่าใครนั้น #เป็นของปลอมชัวร์
ตอบลบขอบคุณครับ
ลบมนุษย์ดำรงอยู่ได้ด้วยความหลอกลวง พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาองค์เดียวที่ทรงใช้คำสอนอย่างไม่ประนีประนอมกับความหลอกลวง
ตอบลบเรื่องของความหลอกลวงนี้ผมจะตีแผ่เฉพาะสาขาดนตรีให้ดูว่ามันเป็นอย่างไร และนำเสนอความจริงที่จะมาแทนความหลอกลวงในอนาคตให้เห็นครับเพื่อนๆ
จุดเริ่มต้นของความลวงโลกในสาขาดนตรีเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมในปี ค.ศ. 1750 ด้วยระบบเสียงดนตรีสากล(scale) ของ โยฮันน์ เซบาสเตียน บาค (J.S. Bach) ได้รับการยอมรับและใช้กันมาถึงปัจจุบัน
เป็นระบบการแบ่งเสียงออกเป็น 12 semitone(เท่ากัน)ใน 1 octave เพื่อสะดวกในการเล่นเพลงได้ทุกคีย์แทนระบบเสียงดนตรีโบราณ(mode) ซึ่งทำให้คู่ประสานบางคู่ผิดเพี้ยนไปจากเสียงธรรมชาติ อาทิเช่น
เสียงคู่ประสาน 3 major และ 7 major ทั้งหมดเพี้ยนสูงกว่าเสียงธรรมชาติ
เสียงคู่ประสาน 3 minor และ 7 minor ทั้งหมดเพี้ยนต่ำกว่าเสียงธรรมชาติ
ดังนั้นโน้ตตัวที่ 3 และ 7 ของเครื่องดนตรีทั้งหมดมันกัดกับโน้ตตัวที่ 1 กับ 5 เมื่อบรรเลงพร้อมกัน
การพลิกกลับคู่ 3 เป็นคู่ 6 และคู่ 7 เป็นคู่ 2 ก็เพี้ยนตามไปด้วย
ในปัจจุบันวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์เรื่องนี้ได้ง่ายโดยไม่ต้องเป็นนักดนตรีหูเทพผู้มีอภิญญา ความลวงโลกนี้ไม่ใช่ความลับอะไร มีตำราอธิบายอย่างละเอียดและมีการทดลองสร้างกีต้าร์ที่ปรับให้เป็นระบบเสียงแบบใหม่ไม่เพี้ยน
ตลอดจนอุปกรณ์สร้างเพลงด้วยคอมพิวเตอร์ก็มีฟังชั่นปรับเปลี่ยนระบบเสียงของเครื่องดนตรีให้เสียงตรงกับธรรมชาติมามากกว่าสิบปีแล้ว แต่ระบบดนตรีลวงโลกนี้ก็ยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบันและอนาคตเพราะมีอุปสรรคดังนี้
1. อุตสาหกรรมดนตรีมาจากระบบทุนนิยมมีสื่อต่างๆครอบงำคนได้ทั่วโลกทำให้ดนตรีระบบใหม่ยากต่อการเอาชนะโดยนักดนตรีหัวก้าวหน้า
2. เครื่องดนตรีสากลทั้งหมดบนโลกนี้เป็นระบบเดิม การปฏิวัติระบบเสียงดนตรีใหม่คือการสร้างเครื่องดนตรีขึ้นใหม่หมดทุกชนิด
3. การเปลี่ยนระบบการแบ่งเสียงดนตรีนั้นคือการเปลี่ยนยุคสมัยที่ไม่ต่างจากการเปลี่ยนจากดนตรียุคคลาสิคมาเป็นดนตรียุคโรแมนติค คือการสร้างบทประพันธ์ดนตรีที่ใช้แบบแผนใหม่
4. หูของนักร้องที่ติดอยู่กับระบบเดิมมาตั้งแต่เกิดจะทำให้การร้องกับดนตรีที่สร้างจากระบบใหม่ได้ยากหรือบางคนอาจทำไม่ได้เลย
ผมได้บอกเล่าความลวงโลกในสาขาดนตรีย่อๆพอให้เข้าใจเพียงแค่นี้ ส่วนการปฏิวัติอันเป็นรูปธรรมนั้นใช่ว่าจะทำไม่ได้ เพราะได้มีผู้ทดลองสร้างเครื่องดนตรีด้วยระบบใหม่มากมายทั้งชาวต่างชาติและคนไทย ตลอดจนนำเครื่องดนตรีท้องถิ่นของแต่ละประเทศมาใช้บรรเลงร่วมกันได้ด้วย
สิ่งสำคัญที่จะเปลี่ยนโลกดนตรีได้คือตัวบทเพลงที่ไม่ใช่ดนตรีประจำชาติที่มีอยู่เดิม คนรุ่นใหม่เสพดนตรีเหมือนแฟชั่น บทเพลงแบบใหม่จึงสามารถเข้าถึงพวกเขาได้ไม่ยาก เกิดเป็นกระแสดนตรีที่พร้อมจะปฏิวัติระบบดนตรีกันเลยทีเดียว
เรื่องราวเนื้อหาของบทเพลงอันตรงกับชีวิตวัยหนุ่มวัยสาวนั้นจะไม่ได้ต่างไปจากยุคก่อนๆ แต่สิ่งที่ผู้สร้างงานขาดไปคือระบบเสียงแบบใหม่ทำให้วิชาการดนตรีที่สอนและใช้อยู่เดิมเกิดอาการเป็นง่อยใช้การไม่ได้ถ้าไม่มีผู้บุกเบิกใช้มันให้ได้ยินเป็นตัวอย่าง
อาจารย์ของผมไม่ใช่ผู้ริเริ่มความคิดที่จะปฏิวัติดนตรีดังกล่าวนี้ แต่ก็ได้พิสูจน์ให้ผมเห็นเป็นรูปธรรมด้วยการสร้างกีต้าร์ที่ใช้ระบบเสียงแบบใหม่ทั้งดีดและสีเล่นให้ผมฟัง
ก่อนจะพูดถึงการปฏิวัติระบบดนตรีในอนาคตขอกล่าวถึงเรื่องการปฏิเสธคัมภีร์พระเวทมาเทียบเคียงไปด้วยครับเพื่อนๆ
ตอบลบเจ้าชายเมืองพาราณสีมีนามว่าปารศวนารถโอรสของพระเจ้าอัศวเสนะซึ่งมีตัวตนจริงในเชิงประวัติศาสตร์ก่อนพุทธกาลประมาณ 200 ปี พระองค์ปฏิเสธคัมภีร์พระเวทของศาสนาพราหมณ์ ได้ออกผนวชบำเพ็ญตบะจนบรรลุไกวัลตามแนวทางของลัทธิพวกนิครนถ์ ซึ่งมีศาสดาสืบทอดกันมาแต่โบราณกาลถึง 22 องค์แล้ว
อาจารย์ของผมเป็นคนทำเพลงด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่ยุคแรกของวงการดนตรี ซึ่งก่อนหน้านั้นสามารถเขียนสกอร์เพลงของวงดนตรีทั้งวงแล้วแยกเป็นโน้ตแผ่นให้นักดนตรีแต่ละคนเล่นได้ ความรู้ความเข้าใจในวิชาเรียบเรียงเสียงประสานดนตรีสากลจึงมีเป็นทุนเดิม ท่านสามารถคิดวิธีสร้างเพลงด้วยระบบเสียงแบบใหม่ได้ไม่ยาก
การกบฎต่อระบบเสียงดนตรีสากลที่ใช้กันอยู่จึงไม่ต่างจากพระปารศวนารถที่ปฏิเสธคัมภีร์พระเวทในอดีต คือความรู้ใดๆที่ร่ำเรียนมาจะถูกวางไว้ก่อนแล้วไปแสวงหาความจริงจากของจริงด้วยตนเองเช่นตีรถังกรองค์ก่อนเป็นตัวอย่างจนกระทั่งบรรลุไกวัล สามารถกบฎต่อคัมภีร์พระเวทได้สำเร็จ
อาจารย์ของผมท่านได้ทำการกบฎต่อระบบเสียงดนตรีในปัจจุบันได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ก็บอกผมว่ามันยังไม่ถึงเวลา การดิ้นรนต่อสู้กับระบบธุรกิจดนตรีมันเหนื่อยเปล่า แต่ในอนาคตสื่อออนไลน์ที่เชื่อมโยงโลกเป็นหนึ่งเดียวกันจะทำให้ดนตรีแนวใหม่เกิดขึ้นมาปฏิวัติระบบเสียงดนตรีได้แบบไม่ยาก
ความรู้ของมวลมนุษยชาติเริ่มต้นจากการรู้จักใช้ภาษาในการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นอย่างที่สัตว์อื่นไม่สามารถทำได้ ความรู้ทั้งหมดบนโลกนี้จึงเป็นของส่วนรวมอันจะบอกว่าใครคือเจ้าของความรู้ใดๆโดยลำพังไม่ได้ แต่เอกสิทธิ์เฉพาะในผลงานความรู้ที่นำมาใช้นั้นย่อมเป็นสิทธิ์ของผู้เขียนทฤษฎีนั้น
อริยะสัจ 4 และอนัตตาไม่ได้มีสอนในลัทธิพวกนิครนถ์ อาจจะมีคนเข้าใจผิดได้ว่าศาสนาพุทธเป็นนิกายที่แยกมาจากศาสนาเชน
หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้เผยแผ่คำสอนไปหลายสิบปีแล้ว พระมหาวีระซึ่งอายุน้อยกว่าบรรลุไกวัลละทิ้งปณิธานไม่พูดกับใครมาสอนผู้คนและได้ปฏิรูปลัทธิของนิครนถ์เป็นศาสนาเชนจนรุ่งเรือง เป็นตีรถังกรองค์สุดท้ายต่อจากพระปารศวนารถผู้กบฏคัมภีร์พระเวท
ผมได้ร่ายยาวมาถึงตรงนี้ก็เพื่อจะพูดถึงหัวกระทู้ที่ว่า "มนุษย์ดำรงอยู่ได้ด้วยความหลอกลวง พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาองค์เดียวที่ทรงใช้คำสอนอย่างไม่ประนีประนอมกับความหลอกลวง"
เมื่อครั้งวิทยาศาสตร์ได้ล้มล้างศาสนจักรลงนั้น ดนตรีที่เคยใช้ในโบสถ์ก็ถูกเปลี่ยนมาสนองตอบมหาชนเพื่อความบันเทิง การประพันธ์เพลงแบบเดิมก็เปลี่ยนไปพร้อมกับระบบการแบ่งเสียงแบบใหม่ได้เข้ามาแทน เพราะโลกทัศน์ของคนแตกต่างกับคนยุคก่อน ชาวพุทธอย่างเราก็หาได้มีโลกทัศน์เหมือนยุคพุทธกาล
ตอบลบการที่มนุษย์เกิดมามีรูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณและโรคพันธุกรรมในทางวิทยาศาสตร์อธิบายได้หมดว่าสืบทอดมาจากพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยายและต้นตระกูลซึ่งพิสูจน์จากดี เอ็น เอ คนโบราณใช้คำว่ากรรมพันธ์ คือมันเป็นกรรมของเผ่าพันธุ์
การที่พระพุทธองค์ทรงห้ามพระสงฆ์สาวกในพระพุทธศาสนาเสพเมถุนไว้ ทำให้กรรมพันธ์ดังกล่าวสิ้นสุดลง กรรมของเผ่าพันธ์ที่ทำให้เราเป็นอย่างนี้จึงไม่มีทายาทผู้สืบทอด แสดงว่าการไม่มีลูกเป็นกรรมใหม่ที่ทำลายกรรมเก่าได้อย่างสิ้นเชิง
ความเชื่อตั้งแต่ก่อนพุทธกาลว่ากรรมเป็นตัวกำหนดทุกอย่าง การฆ่าเขาชาติก่อนย่อมถูกเขาฆ่าในชาตินี้ ในชีวิตหนึ่งตั้งแต่เกิดจนตายเราฆ่าสัตว์มากมายเท่าใดจะต้องไปเกิดให้เขาฆ่าชดใช้กรรมเช่นนั้น ไม่มีใครแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ จึงไม่สมเหตุสมผลเท่าใดนัก
การโต้แย้งคำสอนอันเสมือนกฏหมายของศาสนาพราหมณ์นี้เป็นเรื่องอันตราย หากว่าพวกศากยวงศ์มิใช่ชาวอารยันและเป็นเมืองขึ้นเขาอยู่ การถูกฆ่าล้างโคตรจึงทำได้ง่ายๆเพราะเมืองขึ้นย่อมจะถูกจำกัดอาวุธและกำลังทหารตั้งแต่เสียเมือง
"ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย" แต่คนตายเพราะพูดความจริงได้เสมอ ศาสนาทั้งหลายจึงเป็นเรื่องปลอบประโลมใจโดยไม่บอกความจริงทุกอย่าง เมื่อผู้มีอำนาจได้ประโยชน์จากศาสนาใดก็จะส่งเสริมศาสนานั้นให้รุ่งเรือง ศาสนาพุทธจึงถูกปรับเปลี่ยนในเวลาต่อมา ทำให้เกิดนิกายใหม่ที่ถูกใจประชาชน
แต่คำสอนเดิมๆของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ได้ประนีประนอมกับความหลอกลวง พุทธเถรวาทยังคงเคร่งครัดห้ามไม่ให้พระสงฆ์เสพเมถุน เป็นการทำลายกรรมเก่าด้วยกรรมใหม่ แม้ปุถุชนคนธรรมดาไม่ได้สำเร็จอริยมรรคใดๆแต่ก็สามารถคุมกำเนิดได้
ทุกข์ที่เกิดมาพบความเจ็บ ความแก่ ความตายจะไม่มีกับเราก็ต่อเมื่อเราไม่ได้เกิดมา หรือลูกของเราจะไม่ได้เผชิญชะตากรรมนี้ก็ต่อเมื่อเราไม่ได้ทำให้เขาเกิดมา
แต่เมื่อเราเกิดมาแล้ว หรือมีลูกแล้ว การฆ่าตัวตายหรือฆ่าลูกเพื่อให้กรรมสิ้นสุดนั้นมันเป็นมิจฉาทิฏฐิ
วิบากกรรมมีเหตุปัจจัยมาแต่ก่อนไม่สามารถย้อนอดีตไปแก้ไขได้ พระพุทธเจ้าจึงเน้นให้แก้ไขความทุกข์ที่เกิดด้วยกรรมปัจจุบันคือกิจแห่งอริยสัจทั้ง 4 ที่ไม่เคยมีใครสอนมาก่อน
พระองค์ไม่ได้บอกให้เชื่อว่าสิ่งที่ค้นพบเป็นความจริง แต่ให้เรารู้ความจริงด้วยตนเอง ทำแล้วได้รับผลคือการพ้นทุกข์
แม้คำกล่าวที่ว่า "มนุษย์ดำรงอยู่ได้ด้วยความหลอกลวง" จะเป็นจริงสำหรับปุถุชนผู้หลงอยู่ในโลกความคิดตลอดเวลา แต่สำหรับชาวพุทธเถรวาทซึ่งมีพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ในมือเหมือน "ใกล้เกลือกินด่าง" ไฉนจึงไปเอาปรัชญามาหาความจริงแทนเล่า
คิดนั่นคิดนี่แล้วก็นึกเอาว่าการถือศีลเหมือน "ลิงหลอกเจ้า" ไปเสียได้
เพราะคนยุคใหม่ถือเอาความหลอกลวงเป็นความจริงอยู่ จึงตีความคำสอนของพระพุทธเจ้าไปด้วยตรรกะของตน ชวนกันถามตอบแต่สิ่งที่เป็นเปลือก เข้าใจอะไรจากพื้นผิวจนไม่ตระหนักว่ามันไม่ใช่ของจริง
ชนชาติอื่นหรือสาวกศาสนาอื่น แม้แต่พุทธนิกายอื่นไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าสอนความจริงอะไรนั้น เป็นเรื่องที่ยอมรับได้เพราะไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลของจริง ไม่มีโอกาสได้พบพระอริยสงฆ์ แต่เราที่เป็นคนไทยนับถือพุทธเถรวาทกลับแยกแยะอะไรไม่ได้ มันช่างน่าเสียดาย
การเสียโอกาสในการภาวนาเจริญสติเจริญปัญญาจนรู้แจ้งเห็นจริงเพราะหลงฟังผู้ไม่ปฏิบัติ หลงเชื่อคนที่บอกให้ใช้ความคิดอย่างเดียว มันน่าเสียดายอย่างที่สหายธรรมท่านหนึ่งพูดว่า "เสียชาติเกิด" เขาบอกว่าไม่รู้จะโทษใครดีระหว่าง "คนขายเหล้ากับคนติดเหล้า"
เสพติดฟังธรรมะ เสพติดคิดธรรมะ ไม่มีสติรู้เนื้อรู้ตัวทั้งวัน "เป็นมนุษย์ดำรงอยู่ได้ด้วยความหลอกลวง"
พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาองค์เดียวที่ทรงใช้คำสอนอย่างไม่ประนีประนอมกับความหลอกลวงอย่างไรนั้น ไม่สามารถรู้ด้วยการถามตอบ ไม่สามารถคิดเข้าใจด้วยตรรกะอันเป็นปรีชาญาณ แต่ต้องทำสติปัฏฐาน 4 จนเห็นความจริงเป็นลำดับๆไป
ความแก่ ความเจ็บ ความตายที่กำลังจะมาถึง คือความจริงที่ทุกคนต้องเจออย่างแน่นอนครับเพื่อนๆ
"เจ้าอาณานิคม"คือพวกเชื่อมต่อเครือข่ายปัญญาญาณ เป็นเจ้าของวิทยาการทั้งหลาย อยู่เบื้องหลังความเป็นไป
ตอบลบ"ทาสอาณานิคม"คือพวกเชื่อมต่อเครือข่ายปรีชาญาณ เป็นทาสงมงายความรู้ในหัว ดำเนินชีวิตไม่รู้เนื้อรู้ตัว
"ใครรู้แจ้งหลุดพ้นได้" พวกเขาเรียกกันว่า "The one"
ภาพยนตร์ส่วนใหญ่จะบอกอะไรๆล่วงหน้าเสมอครับ
เขาใช้ชื่อเมือง "racoon" ที่ไวรัสระบาดในหนังเรื่อง "ผีชีวะ-สงครามไวรัสล้างโลก" เมื่อ 18 ปีมาแล้ว
racoon เมื่อเรียงตัวอักษรใหม่จะได้คำว่า corona
#อ้างอิง
ผีชีวะ (อังกฤษ: Resident Evil) เป็นภาพยนตร์แอคชั่นสัญชาติเยอรมัน-อังกฤษ ที่ออกฉายในปี ค.ศ. 2002 นำแสดงโดย มิลลา โยโววิช ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ภาคแรกในภาพยนตร์ชุด เรซิเดนท์อีวิล และภาพยนตร์เรื่องนี้มี 6 ภาค
ในภาค 2 จะบอกเล่าเรื่องราวต่อจากภาคที่แล้ว ซึ่งกล่าวถึงผู้คนที่รอดชีวิตอยู่ใน เมืองแร็คคูนซิตี้ ยังคงติดอยู่ภายในวงล้อมกลายเป็นเมืองที่ถูกปิดตาย ซึ่ง 1 ในนั้นก็คือ อลิซ ที่นับตั้งแต่เธอถูกอัมเบรลล่า คอร์เปอเรชั่น จับตัวไปเป็นหนูทดลองก็ทำให้เธอกลายมาเป็นสุดยอดสาวนักสู้ ผู้มีความสามารถเหนือมนุษย์ ด้วยพละกำลัง, ประสาทสัมผัส และความหลักแหลม
"Master colonies" are those who connect the network of intuition. Own wisdom of tecnology, behind the control everything.
"Slave colonies" are those who connect the network of intelligence. They are a slave of knowledge in head, living unaware of life "
Anyone who is enlightened can escape is "The one"
โลกที่คนยึดมั่นถือมั่น
ตอบลบยึดมั่นถือมั่นว่ามีเรา
+1
ลบ